Chawanop 的个人资料เด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...照片日志列表 工具 帮助

日志


1月29日

First and Second day in Singapore

 วันที่ 1

        หลังจากที่พึ่งกลับมาจากทริปไปเทียวภาคเหนือ ก็มีเวลาพักประมาณ 4 วัน ก่อนที่จะออกเดินทางไปสิงคโปร์ ก็เลยพักผ่อนเต็มที่ด้วยการไปเตะบอลก่อนไป >_<  มันพัก
ยังไงล่ะนี่เอาน่ะถือว่าวอร์มร่างกายให้แข็งแรงก่อนไปเดินตะลุยสิงคโปร์
         ก่อนวันเดินทางก็นอนไม่หลับตามปกติ แต่ไม่ใช่เพราะว่าตื่นเต้นหรอกนะ แต่ดันไม่เจียมตัวไปดื่มกาแฟเข้า
( จริงๆแล้วดูดไปสองสามอึกเอง )  กว่าจะนอนหลับก็เกือบ
เที่ยงคืน วันอาทิตย์ก็ตื่นมเวลาประมาณตีสี่ครึ่ง ก็อาบน้ำ แต่งตัว เช็คของให้เรียบร้อย แล้วก็เรียกแท็กซี่ไปที่สนามบิน
         ถึงสนามบินประมาณ
6 โมงกว่าๆ ก็เข้าไปเช็คอิน แต่ดันไม่เจียมตัว ไปยืนรอเช็คอินช่อง First Class ( ไม่เคยนี่หว่า ) หลังจากพนักงานมองหน้าก็ถามว่า First Class
จริงหรอ เลยรู้ตัว 55+ เดินไปเช็คอิน ตรง Economy Class  พอเช็คอินเสร็จ ก็จะให้ใบมาสองใบ ใบหนึ่งเป็นใบที่ต้องกรอกเพื่อไปยื่นตอนต่อไป เรียกว่า Thai Immigration
Bureau หรือใบ ตม. นั่นแหล่ะ การกรอกก็ไม่ยากอะไร กรอกตาม passport หมดเลย  ถึงไหนแล้วนะ อ้อ พอเช็คอินเสร็จ ก็เดินเข้าไปข้างในเพื่อไปเข้าแถวรอตรวจใบ ตม.
แถวยาวพอสมควรเหมือนกัน ดังนั้นใครจะเดินทางไป ตปท ก็ไปล่วงหน้านานๆหน่อยก็ดีนะครับ  ตอนตรวจก็จะมีให้มองกล้องถ่ายรูปนิดหน่อย ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ก็จะผ่านเข้า
ไปด้านใน         

           ด้านในก็จะมีของพวก Duty Free ขาย ถ้าใครเวลาเหลือเยอะ ก็เดินดูตามสบายได้เลย  เราก็เดินๆนิดหน่อย พอถึงเวลาก็ไปขึ้นเครื่อง ก็เดินๆตามป้ายไปเรื่อยๆ ดูเหมือนจะผ่านไปด้วยดี แต่แล้วก็ไม่รอด ดันลืมเอาแชมพู กับสบู่โหลดขึ้นเครื่องไป พอเขาตรวจกระเป๋าเลยโดนโยนทิ้งหมดเลย -*- เอาฟะ ค่อยไปหาเอาดาบหน้าละกัน ขึ้นไปก็ไปนั่งข้างหน้าต่างตามที่จองไว้ แต่โอ้แม่เจ้า มันข้างหน้าต่างจริงๆ แต่ตรงปีกเครื่องบินพอดีเด๊ะ - -'  จากที่คิดว่าจะมานั่งชมวิว กลายเป็นมานั่งชมปีกเครื่องบินแทน ตามรูป   เอาน่ะ ก็ยังดี
           พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มสำรวจว่าปุ่มไหนมันอะไรมั่งหว่า แต่ต้องทำแบบเงียบๆ เดี๋ยวเขารู้หมดว่ามันบ้านนอก พอเขาให้หูฟังมา ก็ทำเป็นโปร เปิดจอทีวี ดูหนัง 55+  แต่จริงๆแล้วเหงื่อตก เนื่องจากหาที่เสียบหูฟังไม่เจอ >_<  ความรักมันบังตาครับพี่น้อง น่าน แถไปได้
           ก็มีช่องธรรมดาให้เลือกดู แล้วก็มีหนังด้วย ก็เลือกดูเรื่อง
Bee Movies สนุกดีเหมือนกัน เพลินๆ  ดูไปสักพัก แอร์ก็เดินมาถามว่าจะรับ ข้าวผัด ไส้กรอก หรือว่าไข่ดาว  ซึ่งแน่นอน ว่าคนไทยอย่างเราๆ ต้องเลือกไส้กรอกสิครับ ฮาๆ มันต้องข้าวผัดเฟ้ย แต่เนื่องจากเบื่อละ อยากโกอินเตอร์บ้าง  ก็ได้ไส้กรอกมาสมใจ ในชุดก็จะมีผลไม้ กับขนมปังมาให้ด้วย อยากจะบอกว่า โคดดด ไม่อร่อยเลยครับพี่น้อง  มันจืดได้ใจมาก ไม่รู้อย่างอื่นเป็นเหมือนกันเปล่า ก็ทานพอประทังชีวิตไป
           ทานเสร็จก็นั่งดูหนังต่ออีกสักพัก ยังไม่ทันจบดี เครื่องก็ถึงสนามบิน
Changi พอดี ก็เลยเตรียมตัวลงจากเครื่อง

 

          

 

Image Hosted by Pic2US
Image Hosted by Pic2US

 

สนามบินที่นี่นับว่าหรูดีทีเดียว จัดตกแต่งได้สวยงาม พอลงจากเครื่องเสร็จก็เดินไปเรื่อยๆตามป้าย ไปตรง Departure
ก็ต้องกรอกใบอีกใบนึงที่ได้มาตอน check in เป็นใบสีแดงๆ ใครลืมเอามาตอนเช็คอิน ที่นี่ก็มีให้หยิบครับ ก็กรอก
แล้วก็ไปยื่น เหมือนตอนตรวจใบ
ตม. ที่ไทย ก็ไม่มีปัญหาอะไร
     เสร็จแล้วก็ไปรอรับกระเป๋า พี่เบิร์ดได้กระเป๋าก่อน เลยเดินไปหาเพื่อนที่นัดมารับ เหลือเรากับพี่บิ๊ก สักพักกระเป๋า
ของพี่บิ๊กก็มาเหมือนกัน เหลือเราคนสุดท้าย ตอนนั้นคิดในใจว่า เกิดมันไม่มาจะทำยังไงดีเนี่ย แต่ก็คงไม่หรอก พึ่ง
เดินทางครั้งแรกจะไปแจ็คพ็อทอะไรขนาดนั้น แต่
... อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับพี่น้อง กระเป๋ามันไม่ยอมมา แย่ล่ะสิ พี่บิ๊กก็
เดินไปถามพนักงานให้ พนักงานก็บอกให้เราตามเขาไป
( อ่านไว้นะครับ เผื่อเกิดเหตุการณ์อย่างเรา ก็เข้าไปในห้อง
พบว่า
flight นี้กระเป๋าหายไปถึงสามใบ เฮ้อ อะไรกันเนี่ย ไปถึงก็พ่นๆอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ ใส่พนักงาน " I have a
problem with my luggage. It didn't come out. Could you please check ? "  พนักงานก็ถามๆชื่อ
กับรหัสเที่ยวบิน สักพักเขาก็บอกว่า มันจะมากับเที่ยวต่อไป ตอนบ่ายสามโมง  อ้อ ลืมบอกว่าเราถึงสิงคโปร์ตอน
สิบเอ็ดโมง กระเป๋ามาบ่ายสาม โอ้ ทำไงดีล่ะเนี่ย พอกำลังจะถาม เขาก็บอกว่า เดี๋ยวจะไปส่งให้ที่โรงแรม อ้อ..
ค่อยโอเคหน่อย แต่ก็ถามย้ำอีกทีเพื่อความแน่ใจ
" It is just delayed not lost, right ? "  พนักงานก็
บอกว่าแค่ดีเลย์ เอาวะ ก็กรอกๆๆไป เขาก็ให้กระเป๋าปลอบใจมาใบนึง เป็นชุดเครื่องใช้สำหรับผู้ชาย ด้านในมีเสื้อยืด
สบู่ ยาสระผม ที่โกนหนวด หวี แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ  เอ้อ ค่อยดีหน่อย เอาไปแทนแชมพูกับสบู่ที่โดนโยนทิ้งไป
สรุปเราโชคดีหรือโชคร้ายหว่า
           พอจัดการเสร็จแล้ว ก็เดินไปสมทบกับพี่เบิร์ด เพื่อนพี่เบิร์ดชื่อพี่ปุ้ย ก็พาไปเรียกแท็กซี่ตรง
Terminal 2
ก็บอกไปโรงแรม Fairmont เอาแผนที่ให้ดู แล้วก็ลุย!  พอออกจาก Airport ก็เจอถนนที่รถโล่งมาก แล้วข้างทาง
ก็มีต้นไม้ใหญ่ๆ ดูร่มรื่นทีเดียว เพลินตามากๆ นั่งๆไปสักสิบห้านาที ก็ถึงโรงแรม ค่าแท็กซี่ประมาณ
11$ นับว่าแพง
เหมือนกัน

           เนื่องจากโรงแรมต้องเช็คอินตอนบ่ายสอง ตอนนี้พึ่งจะเที่ยงกว่าๆ ก็เลยฝากของไว้กับโรงแรม แล้วก็เดินไป
หาอะไรทานกัน ก็เลือกไปตึก
Suntec สุดหรู ไปทาน Food Court  สั่งหมี่ฮกเกี้ยนอันขึ้นชื่อของที่นี่มาทาน
อยากจะบอกว่า โอ้ ทำไมมันจืดอย่างนี้
- -'   อ้อ ใครที่จะเดินทางมาสิงคโปร์ กรุณาเตรียมทิชชู่มาเองเยอะๆนะครับ
เนื่องจากตามร้านอาหาร จะไม่มีแจกให้เด็ดขาด ที่นี่ทิชชู่แพงมาก

       ทานอิ่มแล้วก็เดินๆสำรวจ Shopping mall ที่นี่พอเป็นธรรมเนียม แล้วก็เดินกลับไปเช็คอิน  ห้องเราอยู่ชั้น 11 ส่วนของพี่เบิร์ดกับพี่บิ๊กอยู่ชั้น 23 ก็ตกลงไปห้องเรากันก่อน
พอเปิดเข้าไปก็ โอ้
.. แม่เจ้า นี่ให้ข้าพเจ้าพักคนเดียวจริงหรือเนี่ย  ห้องใหญ่ๆมากๆๆ แถมหรูสุดๆ  ( คืนละ 380$ + อาหารเช้า 40 $  รวม tax ก็ตกคืนละ 10xxx เลยทีเดียว )


     ภาพข้างบนเป็นบรรยากาศในห้อง มีอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมเพรียงมาก เข้าไปก็งงๆ อะไรต่ออะไรมันเปิดตรงไหนเนี่ย เตียงก็แทบไม่อยากขึ้นนอน กลัวมันจะยับ ก็ว่าทำไมชั้นล่างโรงแรมมันดูหรูจัง มีคนมายืนเล่นเครื่องดนตรีคลาสสิค  แถมมีแต่ฝรั่งใส่สูทเต็มไปหมด ไม่เห็นมีคนเอเชียเลย ( สำหรับห้องของพี่บิ๊ก กับพี่เบิร์ด ก็หรูยิ่งกว่านี้อีก เนื่องจากคืนละ
440 $ )
     หลังจากสำรวจอะไรต่ออะไรสักพักแล้ว ก็แหวกผ้าม่านออกไปดูวิว ปรากฏว่าห้องนี้วิวสวยมาก ด้านล่างเป็นสระว่ายน้ำ มองออกไปเห็น Esplanade หรือตรงที่มีรูปปั้นสิงโต
พ่นน้ำอยู่

       พอตื่นเต้นกับห้องกันเรียบร้อยแล้ว ก็หลับเอาแรงนิดหน่อย โทรกลับไปบอกคนที่บ้าน พอตกเย็นก็ไปตะลุยหาอะไรทานกัน เป้าหมายแรกก็จะไปซื้อ sim ก่อน ก็เดินไปถาม
ร้าน
7-11 แต่คนขายพูดอะไรก็ไม่รู้ ฟังโคดยากเลย ฟังออกแต่ out of stock ให้ไปสาขาอื่น ก็เลยเดินๆๆไปตึกอื่น พอดีเจอร้าน Singtel ก็เลยซื้อ sim แบบ Pre-Paid ราคา 8$
แต่มีเงินใน
sim 12$ ค่าโทรก็ตกนาทีละ 3 บาท นับว่าโอเคเลยทีเดียว ซื้อเสร็จแล้ว ก็เดินไปหาข้าวทานกัน ก็เจอร้านอาหารแบบจีนๆ ราคาไม่แพงมาก ก็เลยนั่งโซ้ยประทังความหิว
เสร็จแล้วก็กลับขึ้นห้อง เราก็มาเปิดน้ำในอ่างแล้วก็ไปนอนแช่ ช่างสบายอารมณ์ยิ่งนัก  อาบน้ำเสร็จ ก็มานั่งดูบอลกัน แล้วก็แยกย้ายกันไปนอน

 

วันที่ 2

        ตื่นมาก็ประมาณเจ็ดโมง เนื่องจากนัดกับพี่ๆว่าจะมาเจอกันตอน 8 โมง ก็เลยรีบไปอาบน้ำ แต่งตัว แล้วก็ลงไปหาอาหารเช้าทานที่ Lounge ตอนแรกก็งงๆว่ามันอยู่ตรงไหน  
เจอตรงนึงคนเยอะๆ ก็เลยเข้าไปถามเขาว่าที่นี่สำหรับทานอาหารเช้าของ
Fairmont Hotel ใช่ไหม ( พี่บิ๊ก กับพี่เบิร์ดจะต้องไปทานอีกที่นึง เพราะของพี่สองคนนั้นเป็น
Executive rate ของเราเป็น Normal rate ) เขาก็มองๆหน้านิดนึง ประมาณแบบ ไอ้เด็กหัวตั้งๆ ผมดำๆปนทองเนี่ยนะ พักที่นี่  สักพักพอเขาหายตกใจ ก็ถามว่าอยู่ห้องไหน
แล้วก็ให้ยืนยันชื่อ เสร็จแล้วเขาก็ถามว่าจะให้ชาร์จเข้า
Credit card เลยไหม ก็ตกลงไป  เสร็จแล้วพนักงานก็พาไปนั่งที่โต๊ะ ระหว่างทางก็ โอ้....  อยากแทรกแผ่นดินหนี  มีแต่
คนอายุประมาณสามสิบ สี่สิบ หน้าตาดูเป็นผู้บริหารมากๆ ใส่สูท นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ไอ้เราเดินไป ก็มีแต่คนมอง สงสัยเขานึกว่าเป็นผู้บริหารหนุ่ม
555+ 
        เพื่อไม่ให้เสียฟอร์ม ก็ต้องทำเป็นวางมาดขรึม พอไปนั่งที่โต๊ะ เขาก็บอกให้ทานได้เลย เราก็นั่งวางฟอร์ม อ่านหนังสือพิมพ์ก่อนแป๊บนึง ทั้งที่จริงๆ อ่านไม่เห็นเข้าใจเลย
ข่าวอะไรฟะเนี่ย พอนั่งเก๊กได้ที่ ก็ลุกไปดูอาหาร แต่ละอย่างมันทานยังไงหว่า เดินๆทำเป็นวางมาดเลือกไม่ถูก แต่จริงๆดูว่าเขาตักกันยังไง
- -'  พอดูลาดเลาได้ที่ ก็ตักมาทานบ้าง
ตักไส้กรอก เบคอน แซลมอน ฯลฯ ที่เรียกไม่ถูก พอมานั่งก็เริ่มโซ้ย แต่โซ้ยแบบมีฟอร์มนักธุรกิจนะ ฮาๆๆ  แต่ก็จนได้สิน่ะ  เขามีผ้าที่วางไว้บนโต๊ะให้นำมาวางไว้บนตักเวลาทาน
อาหาร เหมือนตามโรงแรมบ้านเรา แต่ด้วยความที่มัวแต่วางท่า เลยลืม พนักงานต้องเดินมาคลี่ผ้าออก พับ แล้วก็วางบนตักให้ ไอ้เราก็ได้แต่เขินๆ พร้อมกับขอบคุณเขา   เฮ้อออ
ชีวิตลำบากยิ่งนัก  สู้ต่อไปเด็กชายบอย

         หลังจากโซ้ยๆ แล้วตบท้ายด้วยผลไม้สุดอร่อย ก็เซ็นจ่ายบัตรเครดิต แล้วก็ลงลิฟต์ไปด้านล่างโรงแรม ก็ไปมองๆหาพี่ๆ ยังไม่มา สงสัยไปรอเราที่ห้อง ก็เลยเดินไปที่ห้องอีก
เอ๊ะ ก็ยังไม่เจอ ลองโทรไปถามดีกว่า พอโทรไปก็  

บอย
: ฮาโหล พี่ นี่บอยนะ  เป็นไงบ้างพี่
พี่เบิร์ด
: เอ้อ บอย มีอะไร

เราก็เริ่มงงๆละ ทำไมพี่เบิร์ดถามเราแปลกๆ ก็เลยถามไปว่า จะไปกันยังครับพี่ พี่เบิร์ดเริ่มถึงบางอ้อ พร้อมๆกับเราเช่นกัน
555+  พี่ๆยังไม่ตื่นกัน  ตอนนั้นแปดโมงสิบ เริ่มเรียน
แปดโมงครึ่ง พี่ๆก็เลยรีบกันใหญ่ สักพักก็มาเจอกันที่ห้องเรา แล้วก็เดินทางไปยังตึกที่จะไปเทรน  สรุปแล้ว พี่ๆ อดทานอาหารเช้ามื้อละ
60$  O_o
         เดินไปสักสิบนาทีกว่าๆ ก็ถึงตึกที่จัดเทรน ก็ขึ้นไปยังห้องเทรน ปรากฏว่าคนมากันเต็มเลยครับพี่น้อง พี่ไทยเราสายอีกแล้ว - -' เอ่าน่ะ สิบกว่านาทีเอง ระหว่างเทรนวันนี้ก็
สนุกดี แต่ยังเป็น
Introduction อยู่ ก็เลยสบายๆ  อาหารการกินก็มีให้พร้อม เลยไม่ต้องใช้จ่ายอะไร
       
 ตอนพักเที่ยง ก็เดินลงมาชมวิวด้านล่างหน่อย ก็ลงลิฟต์ตามปกติ พอจะถึงชั้นหนึ่ง ลิฟต์ก็สั่นอย่างรุนแรง ในลิฟต์มีเรากับพี่ๆ แล้วก็ผู้หญิงอีกคนนึง พอลิฟต์สั่นแล้ว ก็หยุด
ชั้นชี้ไปที่เลข
1 แต่ประตูไม่เปิด เอาล่ะสิ หน้าซีดกันหมด มันจะอะไรกันนักหนาเนี่ย ทริปนี้ มีแต่เรื่องตื่นเต้น  แต่โชคดี พอกดๆมั่วๆกันสักพัก ลิฟต์ก็เลื่อนนิดนึง แล้วก็เปิดออก
แต่ละคนก็จ้ำอ้าวกันสุดชีวิต เฮ้อ อยู่เมืองไทยไม่เห็นเคยเจอเลย
         ตกเย็นประมาณห้าโมงครึ่ง ก็เลิกเรียน คุยๆกับเพื่อนๆในห้องนิดหน่อย ก็แยกย้ายกัน เรากับพี่ๆ ก็ไปเดินดูร้านช็อปปิ้งไว้ซื้อของฝาก แล้วก็หาอะไรทาน ก็ไปทานแถวๆที่เดิม
ซึ่งอาหารไม่แพงมากนัก แล้วก็อิ่มดี  อ้อ ลืมบอกไปว่า น้ำดื่มที่นี่แพงนะครับ น้ำเปล่าถูกสุดก็
1$ หรือประมาณ 23 บาท ก็เลือกซื้อกันดีๆ  ทานเสร็จแล้วก็ลองเดินๆมั่วๆดู
เห็นป้าย
Citymall MRT เอ๊ะ คุ้นๆ เหมือนโรงแรมเราก็มีทางทะลุไป MRT นี้นี่นา ก็เลยลองลงไปเดินดู
         ปรากฏว่าที่สิงคโปร์ออกแบบได้ดีมากเลย ถึงว่าทำไมไม่ค่อยเจอคนเดินบนถนน  ตรงย่านนี้จะมีตึกดังๆประมาณสามสี่ตึก แล้วก็มี
MRT ด้วย เขาเลยทำใต้ดิน ให้เชื่อมกับ
MRT แล้วก็เชื่อมกับทุกตึก แล้วให้ระหว่างทางเดินเชื่อมกัน เป็น Shopping Mall  ไอเดียดีมากๆๆ  ลงไปด้านล่างคนเพียบเลย ไม่เหมือนข้างบน  เป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
เลยทีเดียว เดินไปเพลินๆ สักพัก ก็มาเชื่อมกับโรงแรมเราแล้ว  นี่ดีนะ ที่รู้ตั้งแต่วันนี้ ไม่งั้นกลายเป็นกระเหรี่ยงเข้าสิงคโปร์ไปอีกหลายวันเลย
555+
         อ้อ จริงๆอยากถ่ายรูปมาให้ดูว่าเขาทำกันดีมาก แต่เดี๋ยวเขารู้กันหมดว่ามาจากที่อื่น เลยต้องวางฟอร์มไว้ ให้เหมือนเป็นคน local  กลับมาที่ห้องก็มายืนดูวิว สักพักก็มีคน
จุดพลุกัน คาดว่าน่าจะมาจากแถว
China Town สวยดีทีเดียว  แล้วก็มานั่งเขียนไดอารี่ทริปนี้  อาจจะยาวไปสักหน่อย แต่ก็ติดตามกันต่อไปนะคร้าบบ  จริงๆโรงแรมนี้ยังมีอะไร
ให้เล่นอีกเยอะ ไว้ต้องหาโอกาสสักหน่อย ให้คุ้มกับค่าห้องคืนละหมื่น สำหรับวันนี้ขออนุญาตไปนอนแช่น้ำร้อนเหมือนเดิม 
         ป
.. ก่อนออกจากห้องเมื่อเช้า จำได้ว่าวางของไว้รกมาก โดยเฉพาะในห้องน้ำ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน วางไว้ระเกะระกะ  แต่ปรากฏว่าพอกลับมา ทุกอย่างเรียบร้อยมาก
ชุดอาบน้ำ อะไรต่างๆ วางไว้ให้เรียบร้อยเสร็จสรรพหมด
>_<  อายพนักงานจริงๆเลย

1月26日

เหตุผลที่ต้องแสวงหาทางพ้นทุกข์

 
กลับมาจากไปเที่ยวภาคเหนือแล้วค้าบ
อากาศเย็นดีจริงๆเลย พูดออกมาเป็นควันเหมือนในหนังเลย
ไว้มีโอกาสจะมาอัพรูปให้ดูกันนะครับ สวยงามมากๆๆ
 
วันนี้ขับรถไปเรื่อยๆ จิตมันก็เกิดไประลึกขึ้นมาได้ว่า ทำไมตอนเด็กๆถึงมีความคิดตลอดที่อยากจะพ้นไปจากทุข์
ไม่อยากที่จะต้องมาเกิดอีกแล้ว มีความปรารถนานิพพานมาตลอดๆ
 
เหตุผลที่ว่าก็ไม่มีอะไรมาก ตอนเด็กๆเห็นตลอดว่าชีวิตนี้มันทุกข์ยิ่งนัก
เริ่มจากความเห็นที่ว่า เราเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่อมาเรียน เรียน ทำงาน แต่งงาน มีครอบครัว
แล้วก็ตาย เพียงแค่นี้น่ะหรือ
 
ถ้าเพียงแค่นั้นจริงๆ การที่ต้องเกิดมาเรื่อยๆ แล้วมาวนเวียนในวัฏจักรเดิมๆๆ
มันน่าเบื่อยิ่งนัก น่าเบื่อ และเป็นความทุกข์ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
จะดียิ่งกว่านั้นมาก ถ้ามีหนทางที่จะไม่ต้องเกิดมาอีกแล้ว
 
คิดอย่างนี้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนึง นั่งหายใจอยู่
จิตมันก็เห็นขึ้นมาว่า การหายใจเข้า และออกเป็นทุกข์ยิ่งนัก
ถ้าถามว่าเป็นทุกข์ขนาดไหน ทุกข์ขนาดที่ว่าตอนนั้นอยากตายเลยทีเดียว
ไม่อยากที่จะต้องนั่งหายใจ เพื่อให้ร่างกายนี้มันทนอยู่อีกต่อไป
รู้สึกว่าร่างกายนี้ ไม่มีอิสระเลยแม้แต่น้อย ต้องมานั่งเลี้ยงลมหายใจ เข้า ออก เข้า ออก
เพื่อให้มันดำรงอยู่ได้ ถ้าขาดลมหายใจเมื่อไหร่ ก็ตายเมื่อนั้น
( แต่ตอนนี้เห็นค่าของลมหายใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดนะครับ
เพราะว่าลมหายใจนี้แหล่ะ คือราวเกาะของสติ ที่จะพาเราออกไปจากกองทุกข์ได้ )
 
เมื่อผ่านประสบการณ์เห็นกายเป็นทุกข์ไปแล้ว
อยู่ดีๆมาวันนึง ก็เดินไป เห็นคนแก่ คนขอทาน คนที่เร่ร่อนไม่มีที่อยู่
จิตมันเกิดความสงสารคนเหล่านั้นจับใจ สงสารจนน้ำตาจะไหลออกมาตรงนั้นเลย
แล้วจิตมันก็ไปเห็นเองว่า ความสงสารที่เกิดขึ้นมาที่จิตนั้น มันเป็นความทุกข์ยิ่งนัก
ทุกข์สุดๆเลย ทุกข์ตรงที่ว่าเราเคยสงสารคนเหล่านี้มามากเท่าไหร่แล้ว คนเหล่านี้ก็ยังคงต้องมีอยู่
เมื่อเราพบเจออีก เราก็ต้องมาสงสารอย่างนี้อีกเรื่อยๆ แล้วก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาอีก ไม่มีทางหลุดไปจากมัน
ตอนนั้นเอง จิตมันก็ตั้งใจว่า ต้องมีหนทางที่เราจะอยู่เหนืออารมณ์ที่เข้ามาครอบงำจิตเหล่านี้สิ
( ถึงแม้เมตตาเป็นกุศลจิตก็ตาม แต่สิ่งที่ตามมาคือจิตมันเศร้าหมอง เพราะช่วยคนเหล่านั้นไม่ได้ มันจึงทุกข์ยิ่งนัก )
 
 
ประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด มันเร่งให้เราพาตนให้พ้นจากทุกข์
มันเห็นภัยในโลก เห็นภัยของการเวียนว่ายตายเกิดยิ่งนัก
หลายๆคนสงสัยว่า เด็กๆสามารถเห็นได้ขนาดนั้นหรือ
สิ่งใดๆเกิดขึ้น ล้วนไม่บังเอิญแน่นอน แม้ชาติที่ผ่านๆมา เราก็ต้องเคยรู้สึกเช่นนี้มาแล้ว
สัญญาเก่าๆมันจึงมาเร่งเตือน ให้เร่งพาตนออกจากทุกข์ได้แล้ว
 
เราเชื่อว่าหลายๆคน ก็ต้องเคยมีประสบการณ์ที่ทำให้เห็นภัยในสงสารนี้เช่นเดียวกัน
ถ้ามี ก็มาแชร์กันได้นะครับ :-)
 
 
พรุ่งนี้ต้องเดินทางไปสิงคโปร์แล้ว ไปทั้งหมด 7 วัน ถ้ามีอะไรสนุกๆจะมาเล่าไว้ให้ฟังนะครับ
ขอให้ทุกคนมีดวงตาเห็นธรรม เร่งพาตนให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายโดยเร็วพลันเทอญ
 
 
 
1月15日

กลั่นเป็นกลอน

 
โอ้ กายใจอันใดใช่ตัวข้า                    อวิชชาพาหลงโง่งมหาย
ต้องพากันเวียนเกิดและเวียนตาย           ต่างสูญหายพลัดพรากตามเวรกรรม
 
โอ้ ชาตินี้มีโอกาสมาศึกษา                 อวิชชาอันแท้เกิดจากไหน
ขอเพียงเราเรียนรู้กายใจไป                 ไม่หวั่นไหวย่อมถึงทางนิพพาน
 
ขอกราบกรานคุณพระพุทธเจ้า              โปรดคนเมามัวหลงในสงสาร
ประกาศธรรมลึกซึ้งอลังการ                 สติปัฏฐานหนทางเอกเหนือใดเทียม
 
ระลึกถึงคุณพระธรรมที่สืบสาน              อมตกาลเป็นจริงแท้ทุกสมัย
สองพันห้าร้อยปีผ่านพ้นไป                 เนื้อหาไซร้ยังครบถ้วนสมบูรณ์ความ
 
อีกพระสงฆ์ผู้แสวงหาทางหลุดพ้น          บำเพ็ญตนตามคำสอนสู่จุดหมาย
เพื่อประจักษ์เห็นธรรมละใจกาย             เหนือเกิดตายหลุดพ้นสิ้นเวรกรรม

กลั่นความรู้สึกออกมาเป็นกลอน ซึ่งคงไม่อาจพรรณาความรู้สึกสำนึกในบุญคุณของพระรัตนตรัยได้เลย
ชีวิตที่เกิดมาโดยไม่ได้เข้าใจหรือศึกษาธรรมะ ช่างเป็นชีวิตที่ว่างเปล่านัก เป็นชีวิตที่ต้องเล่นเกมกรรมไปเรื่อยๆ
ไม่รู้ถึงหนทางที่จะหยุด หรือเลิกเล่นเกมนี้ ต้องกลับมารับผลของการกระทำที่ได้ทำไปเรื่อยๆ โดยหารู้ไม่ว่า
รูป และนาม ที่มาประกอบขึ้นกันนี้ หาใช่ตัวเราแต่อย่างใด

ความทุกข์มีอยู่จริง แต่ผู้ทุกข์ไม่มี

ความตายมีอยู่จริง แต่ผู้ตายไม่มี

สิ่งต่างๆ ล้วนเป็นเพียงสภาวธรรมที่เกิดขึ้น และดับไป ซึ่งจะเข้าใจไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้ดำเนินตามสติปัฏฐาน ๔
หนทางเอกที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้

ขอน้อมเศียรกราบกรานแด่คุณของพระรัตนตรัยอีกครั้ง จะขอปฏิบัติบูชาเรื่อยไป จนกว่ารูปนามนี้จะถึงคราวต้องแตกดับ _/|\_

 

1月2日

อีกหนึ่งปีที่ผ่านพ้นไป


ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปี (สมมติ) แล้วสินะ ปี 2008 หรือ 2551 ก็ได้เข้ามาเยือนทุกคน
ปีนี้ไม่ได้ไปเคาท์ดาวน์ที่ไหนหรอก ( ขี้เกียจผ่อนนี่นา >_< แหะๆ ฮาไหมหว่า )
ได้กลับไปบ้านที่ราชบุรีแทน ไปอยู่กับแม่ พี่ และญาติๆ อากาศก็เย็นดี มีความสุขมากๆ
แต่ยังคงไม่ชินกับการอยู่บ้านตอนปีใหม่ โดยที่ไม่มีกายเนื้อของพ่ออยู่ให้กอด

เป็นธรรมดาที่พอผ่านไปหนึ่งปี ทุกคนก็จะมานั่งทบทวนถึงปีที่ผ่านมา
บางคนก็พอใจ บางคนก็เสียดายบางสิ่งบางอย่าง 
สำหรับเรา ก็มีทั้งสิ่งที่ดีๆ และสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นมากมายเช่นกัน
ได้เริ่มต้นชีวิตการทำงาน ที่ต้องโต และรับผิดชอบตัวเองอย่างเต็มที่สักที
ได้พบเจอกัลยาณมิตร ได้มีโอกาสไปกราบพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
และได้แนวทางในการปฏิบัติต่อยอดมา

สิ่งที่ไม่ดี ที่ได้ผ่านไป ก็คงให้เป็นเพียงอดีตเท่านั้น ไม่มีค่าอันใดให้ต้องมาเสียใจ
ถ้าจะมีประโยชน์ ก็คงนำไว้เป็นเครื่องสอนใจ ไม่ให้หลงผิดซ้ำสองอีกเท่านั้น

ในสมมติปีใหม่นี้ ( หลวงพ่อสอนว่า จริงๆแล้ว ก็มีแค่วันหนึ่ง คืนหนึ่ง
ผลัดกันหมุนเวียนผ่านไป ปีใหม่ก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่สมมติขึ้นมาเท่านั้นเอง )
ก็จะขอตั้งใจทำสิ่งที่ดีๆ ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด

จะตั้งใจปฏิบัติธรรมให้มากขึ้นกว่าเดิม ไม่ให้ครูบาอาจารย์ต้องเหนื่อยยากในการสอนมากนัก
จะหาโอกาสเผยแพร่พระธรรมเทศนาให้มากยิ่งขึ้น ตามกำลังและภูมิธรรมที่มี
จะตั้งใจทำงาน และหน้าที่ทางโลก เลี้ยงดูแม่ และพี่ ไม่ให้ลำบาก
อกุศลใดๆ จะของดให้มากที่สุด และเจริญกุศล ใช้รูปนามสมมติที่มีชื่อว่า ชวนพ ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด

และอยากจะขอเชิญชวน น้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ มาดูและรักษาใจกัน เยียวยาใจกันด้วยธรรมะบ้างนะครับ
ถ้าศาสนาพุทธไม่มีประโยชน์จริง คงไม่ประดิษฐานในไทยมาได้นานขนาดนี้ และคงไม่ได้รับการสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
มีผู้ยอมเสียสละชีวิตตั้งมากมาย เพื่อรักษาพระไตรปิฏกไว้จนถึงมือเรา ลองสละเวลาสักนิดมาศึกษากันดูนะครับ
และจะพบว่าโอสถใดในโลก ก็ไม่สามาถรักษา กาย และ ใจ เรา ทั้งปัจจุบัน และอนาคตได้เท่า โอสถ ที่ชื่อว่า "ธรรมะ"

สุดท้ายนี้ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลก มาดลบันดาลให้ทุกท่านมีแต่ความสุขความเจริญ
โรคภัยไข้เจ็บอย่าได้กร้ำกราย ตั้งใจประกอบกิจการงานใด ที่เป็นสัมมาอาชีวะ ขอให้เจริญๆ และประสบความสำเร็จยิ่งๆขึ้นไป
ขอให้ทุกท่านจงมีความเห็นอันเป็นสัมมาทิฏฐิ สั่งสมบุญบารมี ทั้ง ทาน ศีล และภาวนา เป็นปัจจัยเกื้อหนุน จนกระทั่งเข้าสู่พระนิพพานเทอญ