| 個人檔案เด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...相片部落格清單 | 說明 |
|
10月8日 สองวันกับเกาะสีชัง และสวนสันติธรรม
เริ่มต้นเดินทางวันเสาร์ ตื่นตอนตีสี่ ไปรับกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง และก็ขับรถไปสวนสันติธรรมกัน เพื่อจะไปกราบหลวงพ่อปราโมทย์ ก็เตรียมแผนที่ไป ขับตามแผนที่ไปเรื่อยๆ แต่ว่าทางเข้านั้น ป้ายเล็กเหลือเกิน ทำให้ขับเลย และต้องไปกลับรถไกลทีเดียว สุดท้ายก็ถึงสวนสันติธรรมตอนแปดโมง เป็นเวลาที่พักทานข้าวกันพอดี ก็ทานผลไม้ และเข้าไปฟังหลวงพ่อเทศน์ แต่เนื่องจากไปสาย ทำให้ที่ด้านหน้าๆเต็มหมดแล้ว เลยไม่มีโอกาสได้ถาม และส่งการบ้านหลวงพ่อเลย แต่ก็ไม่เป็นไร หลวงพ่อเทศน์ได้จับใจมากๆ แค่ได้ฟัง ก็เหมือนจิตมันตื่นตัวขึ้มา หลวงพ่อพูดเรื่องสภาวธรรมล้วนๆเลย _/\_ เมื่อหลวงพ่อเทศน์จบแล้ว ก็ขับรถไป เข้าไปที่เกาะลอย ไปแวะทานอาหารญี่ปุ่นกันก่อน ตอนแรกว่าจะไปนวดตัวหน่อย แต่คิดอีกที ไปเกาะเลยดีกว่า ก็ขับรถไปจอด แล้วก็นั่งเรือข้ามไปยังเกาะสีชัง สนุกมากๆเลย น้ำสวย ลมเย็น สบายใจมากๆ จิตมีความโปร่ง โล่ง ไปกับอารมณ์ของธรรมชาติ แต่ก็ดูมันไป ให้เห็นว่าจิตมีความสุขอยู่ เมื่อไปถึงเกาะแล้ว ก็จ้างรถไปยัง ริมทะเลรีสอร์ท ไปยังห้องพักที่จองไว้ ไปถึงห้องก็โอเค ก็แยกย้ายกันหลับพักสักหน่อย เพราะเหนื่อยมากแล้ว หลับไปตอนประมาณบ่ายสอง ตื่นมาประมาณสี่โมง สบายมากๆเลย ทำอะไรอีกสักหน่อย ก็ตกลงว่าออกไปเดินเล่นกัน ก็จ้างรถไปยัง ช่องเขาขาด บรรยากาศดีมากๆ สวยทีเดียว แต่เสียดายที่เดินได้สักพักเดียว ฝนก็ตก ทำให้ต้องหลบฝน พอฝนซาลงหน่อย ก็ออกเดินเล่น เดินไปยังวัดถ้ำยายปริก วัดที่เราชอบเหลือเกิน ทั้งบรรยากาศอันสงบเงียบ ป้ายธรรมะที่อ่านแล้วซึ้งถึงใจ และการบรรยายธรรมของพระ และแม่ชีที่วัดนี้ ก็แสดงถึงความเข้าใจในธรรม อันลึกซึ้งได้ดีเหลือเกิน ตอนเดินขึ้นไปที่วัด ก็มีการทำวัตรเย็นพอดี ก็เลยได้โอกาสทำวัตรเย็นด้วยเลย บรรยากาศดีมากๆ ลมเย็น ฝนพึ่งหยุดตก มีแต่ความสงบของเสียงสวดมนต์ เสียงแห่งธรรมะ เพราะยิ่งกว่าดนตรีใดๆในโลก คงจะมีเทวดามาร่วมอนุโมทนากันมากเลยทีเดียว พอทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว ประมาณหนึ่งทุ่มหลวงพี่ก็เมตตาถามว่ามีที่พักหรือยัง จะให้จัดที่พักไหม พวกเราก็เรียนท่านไปว่ามีที่พักแล้ว ท่านก็เมตตาจะนำพาชมวัด ทั้งๆที่ดึกแล้ว นี่แหล่ะบรรยากาศ ของพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สาธุ เราก็ได้ถามถึงหลวงพี่วิชัย ปรากฏว่าท่านภาวนาอยู่หน้าถ้ำ ก็เลยตัดสินใจว่าไม่รบกวนท่านดีกว่า ไว้วันหลังค่อยมากราบท่านใหม่ หลังจากนั้นก็เดินลงแล้วก็เรียกรถกลับไปยังที่พัก ไปทานอาหารทะเลกัน สั่งมาไม่เยอะ แต่อร่อย และอิ่มมากทีเดียว ทานเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันขึ้นห้อง อาบน้ำ แล้วก็เข้านอน เพราะตกลงกันว่าวันนี้ไม่ได้เรียนถามคำถามหลวงพ่อเลย พรุ่งนี้เราเลยจะไปกันใหม่ โดยจะขึ้นเรือเที่ยวหกโมง เที่ยวแรกเลย ตีสี่วันอาทิตย์ ก็ตื่นขึ้นมารับอากาศบริสุทธิ์สักหน่อย แล้วก็อาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปกราบหลวงพ่อ พอรถมารับ ก็ไปที่ท่าเรือ ขึ้นเรือเที่ยวแรกเลย คนไม่ค่อยเยอะ ได้นั่งหลังเรือ สูดอากาศบริสุทธิ์ ดูพระอาทิตย์ขึ้นอีกเช่นกัน สวยงามมากๆเลย ได้นั่งดูจิตที่เข้าไปเกาะเกี่ยว กับความงามของธรรมชาติ เห็นมันเป็นสิ่งถูกรู้เท่านั้น พอหันหลังกลับไปมอง เห็นเกาะสีชังอยู่ลิบๆ คราวนี้ได้เที่ยวไม่มาก คราวหน้าจะมาใหม่นะจ้ะ ขอบใจมากที่ช่วยเติมพลังชีวิตให้ ไปถึงฝั่งแล้ว ก็ไปเอารถ ขับไปสวนสันติธรรม หลงทางบ้างพอสมควร แต่ก็ไปถึงวัดจนได้ วันนี้คนเยอะกว่าเมื่อวานอีก แต่ตั้งใจว่าจะถามให้ได้ ก็เลยไปนั่งหน้าๆกัน พอแปดโมงสี่สิบห้า หลวงพ่อเริ่มเทศน์อีกรอบ ไมค์ก็เริ่มเวียนมาเรื่อยๆ ในที่สุดก็มาถึงเรา ตื่นเต้นมากๆ ก็เรียนหลวงพ่อไปว่า ขณะนี้ตื่นเต้น หลวงพ่อก็เมตตาบอกว่า ที่ฝึกอยู่ใช้ได้แล้วนะ สังเกตไหมว่าจิตมันเบา มีความสุข ก็เรียนถามหลวงพ่อเรื่องสภาวะต่างๆไป แต่กลับจำอะไรที่หลวงพ่อบอกไม่ค่อยได้เลย สงสัยเพราะอารมณ์ตื่นเต้นมาก จำได้ลางๆว่า หลวงพ่อบอกให้ปฏิบัติในรูปแบบบ่อยๆ ให้ซ้อมเยอะๆ จะได้เผลอสั้นลง แล้วสติเกิดบ่อยขึ้น พอจะส่งไมค์ไปให้คนต่อไป ก็เลยสร้างกำลังใจอีกรอบ ด้วยการถามย้ำว่า "ที่ฝึกอยู่ใช้ได้แล้วใช่ไหมครับ" หลวงพ่อก็พยักหน้า ^^ ได้กำลังใจในการภาวนาอีกมากทีเดียว ผมจะมีความเพียรนะครับหลวงพ่อ
สองวันนี้หลวงพ่อเทศน์ได้ดีมากๆ หลวงพ่อเน้นสำหรับคนใหม่ๆว่า อันดับแรก ให้เรียนรู้ให้รู้จักสภาวธรรมก่อน เช่น เผลอเป็นอย่างไร โกรธ โลภ หลง เป็นอย่างไร พอรู้จักแล้ว เมื่อสภาวะเหล่านั้นเกิดขึ้นมา จิตย่อมจะมีอารมณ์ตามมาใหญ่ๆสองตัวคือ รักสภาวะนั้น เช่น มีความสุขก็อยากรักษาไว้ กับเกลียดสภาวะนั้น เช่นเห็นว่าความโกรธเป็นสิ่งไม่ดี ก็เลยอยากจะผลักไสออกไป เมื่อรู้จักสภาวะแล้ว สติย่อมเกิดมาระลึกรู้สภาวะที่จิตจำได้ หลังจากนั้น ก็ให้รู้ต่อไปอีกว่า ไปเผลอเกลียดผลักไส หรือว่าพยายามรักษาสภาวะไว้หรือเปล่า ให้รู้ทันมันอีกทีนึง เมื่อรู้ทันภาวะชอบ หรือเกลียดได้เรื่อยๆ บ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็ย่อมที่จะเป็นกลางกับสภาวะนั้นๆ เช่นเมื่อความโกรธเกิดขึ้นมา ก็ไม่ไปผลักไส ไม่ไปเกลียดความโกรธ จิตเป็นกลาง เห็นภาวะที่แปรปรวนไป ของความโกรธ คงอยู่ไม่ได้ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมต้องดับลง เป็นธรรมดา ตรงนั้นเองที่จะเกิดปัญญาขึ้น เมื่อปัญญาแก่รอบ จิตก็จะปล่อยวางความเห็นผิดเอง _/\_ ส่วนเรื่องอื่นๆ หลวงพ่อก็เทศน์ได้เข้าถึงใจมากๆ เช่น นิพพาน มีสภาวะธรรมรองรับ ตัวนั้นคือสันติ พระอรหันต์มีสันติเป็นเครื่องอยู่ นั่นคืออารมณ์ของนิพพาน และที่มาของสถานที่แห่งนี้ สันติธรรม ก็คือ นิพพาน นั่นเอง _/\_ หลวงพ่อเน้นเสมอว่า ภาวนาเป็นแล้ว ก็อย่าขี้เกียจ อย่าท้อถอย เหมือนเราเดินขึ้นบันไดเลื่อนที่เลื่อนลง ถ้าเราหยุดอยู่กับที่ หรือท้อถอยเมื่อไหร่ เราก็จะถอยหลัง ลงไปเรื่อยๆ จนอาจกลับไปสู่จุดที่ภาวนาไม่เป็นเลยก็ได้ กลับกันถ้ามีความเพียร แต่ไม่ใช่ทำไปด้วยความเครียด ทำให้เหมาะสมกับฐานะขณะนั้น มีความเพียรที่ถูก ถึงแม้จะช้า หรือไม่ก้าวหน้าอย่างไร เราก็ยังได้ก้าวเดินไปเรื่อยๆ สักวันนึงต้องถึงแน่นอน สิ่งที่ได้ภาวนา ได้สั่งสมไว้ ไม่มีคำว่าสูญเปล่า ถึงวันนึงมันจะออกมาให้เราใช้ประโยชน์แน่ๆ สองวันที่ชลบุรีคราวนี้ ได้อะไรเยอะทีเดียว แล้วก็คุ้มมากๆ ขอบคุณเธอผู้เป็นกัลยาณมิตรมากนะครับ ที่ทำให้มีโอกาสดีๆเช่นนี้เกิดขึ้น เราแยกย้ายกันไปทำความเพียร ทำการบ้านที่หลวงพ่อให้ แล้วเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เราก็มาส่งการบ้านกับหลวงพ่อกันใหม่นะครับ โอกาสมีแล้ว หนทางมีแล้ว ผู้เดินทางก็มีอยู่ จะรอช้ากันอยู่ไย เดินทาง ไปด้วยความเพียร ให้เข้าใกล้จุดหมายอันสูงสุดไปทุกวันๆ เถิด เจริญในธรรมนะครับ.... |
|
|