| 個人檔案เด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...相片部落格清單 | 說明 |
|
11月18日 ยิ้มรับความไม่สบายหลายๆคน อาจจะรู้ว่าเรามีอาการท้องเสียติดต่อกันมา 3 อาทิตย์ละ
จริงๆวันนี้หมอท่านนึงนัดให้ไปส่องกล้องเพื่อตรวจระบบทางเดินอาหารทั้งหมด
แต่เราเลือกที่จะลองปรึกษาหมอท่านอื่นดูก่อน จึงยังไม่ไป
สิ่งที่ตัดสินใจไป ไม่รู้ว่าถูกหรือไม่อย่างไร แต่ก็ได้ตัดสินใจไปแล้ว
เวลาใครถาม แล้วเราบอกว่าท้องเสีย
ทุกๆคน มักจะถามคำเดียวกันว่า "เครียดหรือเปล่า"
ก็ลองนั่งถามตัวเองดูดีๆ แน่นอนย่อมมีความวิตกกังวลบ้าง ที่เป็นโรคที่หมอก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไร
อีกทั้งการใช้ชีวิตระหว่างวันก็ทรมานใช้ได้ จะนั่งรถเมล์ก็กลัวปวดท้อง
นั่งๆทำงานอยู่ ก็ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ อาหารการกินก็ทานได้แต่อาหารอ่อนๆ
แต่มองไปลึกๆแล้ว น่าแปลกที่ จิตมันยิ้มออกมา มันกลับดีใจอยู่ข้างใน และปล่อยวางอย่างสงบ
แม้ว่าตอนนี้จะมีอายุ 22 ปี ซึ่งหลายๆคนก็ยังมองว่าเป็นวัยรุ่นอยู่
แต่สิ่งที่ผ่านมาในชีวิตนั้น ก็มากเหลือเกินแล้ว
ได้เรียนรู้ภาวะใกล้ตาย ที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดตั้งแต่ตอนเด็กๆ
ได้เรียนรู้ว่าการไว้ใจคนที่เรารักสุดท้ายแล้วเมื่อโดนหักหลัง มันเจ็บปวดอย่างไร
ได้เรียนรู้การสูญเสียเพื่อนที่รักที่สุด ไปอย่างไม่มีวันกลับ และไม่มีโอกาสแม้จะบอกลา
ได้เรียนรู้การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งอย่างคุณพ่อไปโดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย
ได้เรียนรู้ความกดดันของการที่ต้องเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของครอบครัว
รู้จักรสชาติของความสำเร็จด้านการเรียน ได้รับรางวัลทั้งตอนเรียนประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย
รู้จักความตื่นเต้นของการสัมภาษณ์ลงหนังสือ และออกทีวี
รู้จักเพื่อนแท้ ที่รับได้แม้ข้อเสียแย่ๆของเรา ยอมรับได้แม้ว่าเราจะผิดสักแค่ไหน
รู้จักความรักแท้อันบริสุทธิ์ที่แม่มีให้เรา
รู้จักบุคคลที่มอบความรักให้เราอย่างบริสุทธิ์ใจเมื่อเร็วๆนี้ ผู้ที่เป็นทั้งคนรัก เพื่อน พี่ หรือน้อง
ความโหดร้าย และความสำเร็จต่างๆ แม้อาจจะมีหลายๆคนที่ประสบพบเจอมากกว่าเราแน่ๆ
แต่สำหรับเราแล้ว มันก็เป็นสิ่งที่สอนอะไรได้หลายๆอย่าง จนทำให้เราโต และเป็นผู้ใหญ่
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดแล้ว คือการได้พบเจอ ได้ศึกษา และได้เดินตามทางสายเอก
อันพระบรมศาสดาได้วางไว้ให้ เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด เท่าที่จะหาได้ในชีวิตนี้แล้ว
ไม่รู้ว่าโรคที่เป็นอยู่นี้ จะร้ายแรง หรืออาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้
แต่เราได้พบเจอคำตอบที่ชีวิตต้องการแล้ว ถ้าชีวิตมีบุญได้ดำเนินต่อไป ก็เพื่อเดินตามทางสายเอกนั้น
ถ้าจะต้องเป็นโรคอะไร มีชีวิตได้ไม่นาน ก็ไม่เสียดายแต่อย่างใด เพราะเราได้วางผังของตนเองไว้แล้ว
ผังที่ถ้ายังต้องมีการเกิดอยู่ ก็ขอเดินตามทางสายเอกจนกว่าจะถึงปลายทาง
นี่คือเหตุผล ที่จิตมันยิ้มออกมาได้
สุดท้ายนี้ ขอตั้งสัจจะอธิษฐานไว้ว่า
ถ้าข้าพเจ้ามีความสามารถที่จะปฏิบัติธรรมได้ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป
ถ้าข้าพเจ้าจะมีโอกาสได้ทำประโยชน์ให้กับพระศาสนานี้
ก็ขอให้ผ่านพ้นโรคคราวนี้ไปด้วยเถิด
ได้พบเจอหมอที่วินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง ได้ทานยาที่ส่งผลรักษาโรคเป็นอัศจรรย์
หายจากอาการเจ็บป่วยโดยเร็วพลันเทอญ
บุญกุศลใดๆที่ได้ทำมา ขออุทิศให้คุณพ่อ คุณแม่ พี่น้อง ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท มิตรสหาย กัลยาณมิตรทุกท่าน
เจ้ากรรมนายเวร ขอให้มารับบุญนี้ และอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน
เหล่าสรรพสัตว์ทั้งภพ ๓ ที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด เทวดา อินทร์ พรหม ขอให้อนุโมทนาในผลบุญนี้
และขอให้ชีวิตของข้าพเจ้า มั่นคงในธรรม พบเจอกัลยาณมิตรที่ชี้ทางตรง ถูกกับจริตนิสัย
ให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานในปัจจุบันชาตินี้ ขอให้ได้มีโอกาสช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่สามารถช่วยได้
ถ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดเพราะเหตุปัจจัยยังไม่ถึงพร้อมแล้วไซร้ ก็ขอให้ได้เกิดแต่ในสุขคติภูมิ
ได้พบเจอพุทธศาสนา เป็นสัมมาทิฏฐิ พบเจอกัลยาณมิตร มีดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงมรรคผลนิพพานโดยเร็วพลัน เทอญ
11月9日 ฉันเป็นใคร… ทำไมถึงรักคุณ ?
รู้ไหมทำไมฉันถึงรักคุณ? ไม่ถามตัวเองล่ะ ทำไมต้องมาถามผม? เพราะคุณหาเหตุผลได้เก่งกว่าฉัน! ถ้าคราวนี้ผมหาเหตุผลไม่ได้อะไรจะเกิดขึ้น? ฉันจะเลิกกับคุณวันนี้ เพราะทนกับเรื่องไร้เหตุผลไม่ได้!
บ๊ะ! ขนาดนั้น! คุณถูกสอนมาอย่างไรกันนี่? คุณพ่อเคยสอนว่าทุกสิ่งต้องมีเหตุผล คนที่ไม่รู้เหตุผลว่าตัวเองมายืนตรงนี้ทำไม คือคนที่ไม่รู้จักตัวเอง หรือไม่ก็เสียความเป็นตัวของตัวเองให้กับบางสิ่งที่เหลวไหลไปเสียแล้ว! การได้คำตอบจากคนอื่น ถือว่ามีความคิดเป็นของตัวเองแล้วหรือ? ฉันกำลังตกหลุมรัก และพบว่าในหลุมเต็มไปด้วยกำแพงบังแสง ใจฉันไร้ความสามารถที่จะคิดในขณะมองอะไรไม่เห็น! เอาล่ะ! งั้นเรามาลองเสียเวลาหาคำตอบร่วมกัน เพราะผมไม่อยากเสียคุณไปในขณะที่คุณยังรักผม และผมก็ยังรักคุณ ทำไมคุณถึงรักฉัน? นั่นเป็นคำถามที่ง่ายขึ้น… ส่วนที่ขาดของเพศชายคือเพศหญิง ส่วนที่ขาดของบ้านคือคนในครอบครัว ส่วนที่ขาดของอารมณ์คือคนรู้ใจ ส่วนที่ขาดของความผูกพันคืออัธยาศัยที่ต้องกัน ส่วนที่ขาดของผมคือตัวคุณ และความรักจะนำส่วนที่ขาดหายมาคืนผม ผมจึงรักคุณเพื่อไม่ให้มีอะไรขาดหาย! ฉันฟังไม่รู้เรื่อง… และนั่นก็แสดงว่าที่คุณพูดมาไม่ใช่เหตุผลเดียวกันกับที่ฉันรักคุณ เพราะถ้าใช่ ฉันก็คงกระจ่างแล้ว นี่แน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังหาเรื่องเลิกกัน? เปล่าเลย… ตรงข้าม ฉันอยากอยู่กับคุณไปจนตาย และฉันก็สับสนว่าทำไม ฉันทนความสับสนของตัวเองไม่ได้ โอเค! งั้นเริ่มจากตรงนี้ก่อน คุณไม่เหมือนคนอื่น นั่นเป็นสิ่งที่ฉันรู้อยู่แล้ว และไม่ได้ต้องการคำตอบจากคุณเลย!
เหตุผลของคนที่ไม่เหมือนคนอื่น บางครั้งอาจไม่มีเหตุผลที่แท้จริง นี่คุณว่าฉันเป็นคนไร้เหตุผลรึ? แน่นอนคุณมี! แต่คนเราก็มีทั้งเหตุผลทางความคิด และเหตุผลทางอารมณ์ กรณีนี้ผมคิดว่าเป็นเหตุผลทางอารมณ์ ถ้าหากเราเจอตัวอารมณ์อันเป็นต้นตอความรัก ความสงสัยของคุณก็ยุติ อารมณ์ของฉันอยู่ตรงไหน? อารมณ์ของทุกคนอยู่ที่ความพอใจและความไม่พอใจ ไม่ว่าคุณจะอยากเป็นตัวของตัวเองมากแค่ไหน แตกต่างจากใครทั้งโลกเพียงใด อย่างไรคุณก็ต้องเหมือนกับคนอื่นที่ตรงนี้ ฉันเริ่มเก็ตแล้ว ว่าต่อไปซิ ถ้าผู้ชายสักคนมีดี มีแต่เรื่องน่าพอใจ คือรูปหล่อ โดดเด่น ความสามารถสูง ซื่อสัตย์ คารมดี ปากหอม ตัวไม่เหม็น ขยันเอาใจ รายได้งาม เก็บเงินเก่ง แต่แฟนแบมือขอเมื่อไหร่รีบหยิบให้ทันที อย่างนี้ไม่มีผู้หญิงที่ไหนลังเลแน่นอน เจอเมื่อไหร่ตะครุบเมื่อนั้น แต่ที่ลังเลก็เพราะในโลกความเป็นจริง ผู้ชายขาดข้อดีน่าพอใจไปหลายข้อเหลือเกิน ข้อไม่ดีไม่น่าพอใจนั่นแหละตัวการทำให้สับสน หึหึ แต่ฉันไม่ได้สับสนลังเลแบบผู้หญิงเลือกไม่ถูกหรอกนะ ข้อดีน่าพอใจที่คุณพูดมาทั้งหมด ฉันเคยเจอในคนอื่น ฉันพอใจ… แต่ไม่รัก! กลับมารักคนที่มีไม่ครบอย่างคุณแทน นั่นแหละฉันถึงต้องรู้ให้ได้ว่าทำไม! นี่กล่าวหาว่าผมใช้คุณไสยเหรอะ? นั่นเป็นเบื้องหลังที่ฉันควรรู้หรือเปล่าล่ะ? ถ้าผมเล่นคุณไสย หน้าคุณดำปี๋ไปแล้ว ไม่สว่างโร่เหมือนคนกำลังหัวใจพองโตอย่างนี้หรอก สรุปคือไม่มีคำตอบที่ฉันควรรู้ใช่ไหม? มีสิ! งั้นผมเอาความจริงมาตอบแล้วกันนะ ที่ตอบๆมาเป็นความเท็จหรอกหรือนี่? ความจริงบางส่วนกับความจริงทั้งหมดมันต่างกัน หูตาคนเราถูกตีกรอบให้รับได้แค่ความจริงบางส่วน ถ้าอยากทะลุกรอบออกไปรับความจริงทั้งหมด คุณต้องมีมากกว่าหูตา อะไรที่ต้องมี? จิตที่หยั่งรู้ ไม่ใช่จิตที่เอาแต่คิดเดา! แล้วจิตที่หยั่งรู้ บอกว่าความรักเกิดจากอะไร? เกิดจากการเคยอยู่ร่วมกันมาก่อนหนึ่ง เกื้อกูลกันในปัจจุบันหนึ่ง หมายความว่าชาติก่อนฉันเคยอยู่กับคุณหรือ? อดีตชาติเป็นความลับ และถ้าคุณรู้ความลับ ก็อาจจะต้องเลิกรักผม เพราะอะไรกัน? ถ้าคุณรู้ความลับ แปลว่าคุณไม่ได้แค่คำตอบเกี่ยวกับความรัก แต่ยังรู้อีกด้วยว่าคุณเป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่บนโลกใบนี้! ฉันเป็นใคร ทำไมถึงต้องเลิกรักคุณ? พวกเราเป็นเหยื่อของความไม่รู้! ความไม่รู้ทำให้เราก่อกรรม กรรมทำให้เรามามีและมาเป็น การมีการเป็นทำให้เรายึดติด ความยึดติดทำให้เราร้องไห้เมื่อจากพราก ความจากพรากทำให้เราอาลัยและเต็มใจหลงติดอยู่กับความไม่รู้ วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้ งั้นฉันจะไปบวช! ไปบวชทำไม? จะได้หลุดจากการเป็นเหยื่อ! การบวชไม่ได้เป็นประกันว่าคุณจะพ้นจากการเป็นเหยื่อของความไม่รู้ ทุกวัดก็ยังเต็มไปด้วยเหยื่อของความไม่รู้เหมือนทุกบ้าน คุณต้องเป็นอะไรที่ดีกว่าเหยื่อทั่วไปเสียก่อน อย่างนั้นฉันควรทำอย่างไร? ทำอย่างที่หญิงชายควรทำกัน!
หญิงชายควรทำอะไรกันบ้าง? ดูแลกันให้ดี มีน้ำใจต่อกัน ซื่อสัตย์ไม่เป็นอื่น ตามที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้เป็นบันไดขั้นแรก แล้วค่อยๆช่วยกันทำความรู้จักกับความลับที่เหลือ ที่พระพุทธเจ้าเปิดเผยไว้หมดเปลือก หลังจากรู้ความลับทั้งหมดด้วยความเข้าถึงแท้จริงแล้ว ถ้าจะแยกกันบวชก็เป็นการบวชอย่างคนมีกำลังดิ้นให้หลุดกรงแห่งความไม่รู้ ไม่ใช่บวชเพื่อติดอยู่กับความไม่รู้ในอีกกรง!
จากหนังสือ คิดจากความว่าง ๓ ของพี่ดังตฤน
นำมาจาก space ของผู้ที่เดินทางไปสู่ความว่างเช่นเดียวกัน ว่างแต่ไม่ใช่ว่างเปล่า ว่างไปด้วยความไม่มีอะไร ว่างจนเต็มบริบูรณ์ เต็มไปด้วยความไม่มี
11月2日 เข้าโรงพยาบาลจริงๆว่า จะอัพเสปซเกี่ยวกับเรื่องที่ไปเชียงใหม่มาเมื่อวันที่ 20-23 ตุลา
ซึ่งมีทั้งความสนุกสนานพักผ่อนทางโลก ความโรแมนติค :P และความเข้าใจทางธรรม
แต่ก็มีอันให้ต้องเข้าโรงพยาบาลซะก่อน
เหตุเกิดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จก็รู้สึกใจสั่น
ปวดหัว ทำอะไรไม่ค่อยมีแรง อยากจะเป็นลม ก็อดทนทำงานจนเสร็จ
ตอนกลับบ้าน ก็รู้สึกตัวร้อน น้ำตาจะไหล เหมือนมีไข้ ก็ฝืนสังขารจนกลับบ้านได้สำเร็จ
กลับบ้านมาสักพักนึงก็รู้สึกปวดท้องแปลกๆ ปรากฏว่าท้องเสีย
ไม่เคยท้องเสียขนาดหนักเท่านั้นมาก่อนเลย วันนั้นก็เลยนอนซมทำอะไรไม่ได้เลย
วันรุ่งขึ้นคือวันพุธก็ยังท้องเสียอยู่ สลับกับมีอาการปวดหัว ใจสั่น จะเป็นลม
ต้องลางาน วันนั้นก็ถ่ายท้องทั้งวัน ตอนสายๆ ก็ออกไปหาโจ๊กมาทาน พร้อมกับซื้อผงเกลือแร่มาละลายน้ำ
อนิจจา เมื่อกรรมจะส่งผลไม่ว่ายังไงก็หนีไม่พ้น เกลือแร่ซื้อมาสี่ซอง นำมาละลายน้ำดื่มจนหมดไปซองนึง
พึ่งมาสังเกตว่าหมดอายุไปแล้ว รีบหยิบอีกสามซองที่เหลือมาดู ไม่มีซองไหนหมดอายุเลย
สรุปว่า ซื้อมาสี่ซอง มีหมดอายุซองนึง แถมหยิบซองที่หมดอายุมาทานอีกต่างหาก
ท้องก็เสียอยู่แล้ว ทานยา ยาก็ยังหมดอายุ ขณะนั้นก็คิดว่ากรรมหนอ ช่างหนีไม่พ้นจริงๆ
เราเคยทำอะไรมากันนี่ ขณะนั้นเอง จิตก็ได้ระลึกขึ้นมาเองว่า ในอดีตได้เคยเอาอาหารบูดไปให้สุนัขทาน
กรรมจึงได้ย้อนมาส่งผลในครานี้ (ใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ ไม่ได้อวดอ้างว่าสามารถรู้กรรม เพียงแต่บอกเล่าให้ฟัง)
พอรู้ดังนั้น จิตก็เลิกดิ้น แล้วก็ยอมรับกระแสกรรมแต่โดยดี
อดทนจนถึงบ่ายสองโมงรู้สึกไม่ไหวแล้ว จึงนั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาล
ถ่ายรวมกันสองวันร่วม 20 ครั้ง จึงเพลียและไม่มีแรงมากๆ
ไปถึงหมอก็จึงให้นอนพักที่โรงพยาบาล เพื่อให้น้ำเกลือและดูอาการ
วันรุ่งขึ้นคิดว่าจะกลับบ้านได้ อนิจจา เป็นไมเกรนต่ออีก ไข้ขึ้นไปถึง 38.5 องศา
หมอจึงต้องให้อยู่ดูอาการอีกหนึ่งวัน
เมื่อเป็นไมเกรน จึงนอนไม่หลับ และมีอาการคลื่นไส้ตลอดเวลา
( ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์จริงๆหนอ แล้วดูเถิดว่าเวลากรรมจะส่งผล ก็จะรุมกันกระหน่ำไม่มีเยื่อใยเด็ดขาด )
วันนี้ ( วันศุกร์ ) ก็รอหมอมาเพื่อให้บอกว่าออกจากโรงพยาบาลได้หรือยัง จริงๆแล้วอาการวันนี้ก็ยังไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่ ยังท้องเสีย และปวดท้องอยู่ ส่วนอาการไมเกรนก็ดีขึ้นแล้ว แต่ยังไงก็คงขออกมาพักที่บ้านดีกว่า พอหมอมาตอนเที่ยง ก็เลยขอกลับบ้าน สรุปนอนโรงพยาบาลไปสองวันหมดไป 17,xxx บาท เงินเดือนแทบหมดทีเดียว ดีว่าเบิกได้อยู่
การนอนโรงพยาบาลคราวนี้ก็ได้เห็นอะไรเยอะทีเดียว ทั้งเรื่องกรรม และเรื่องใจที่ยึดกายไว้อย่างเหนียวแน่น
แม้จะพยายามดูลม หรือนำลมหายใจมาผูกไว้กับพุทโธ แต่เนื่องจากธรรมดาไม่ได้ทำสมถะจนชำนาญ เวทนาทางกายจึงเด่นชัด และมีกำลังที่จะดึงจิตไปไว้กับเวทนาตรงนั้น ทำให้ใจเป็นทุกข์กับกายอย่างเหนียวแน่นจนดึงไม่ออก ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว แต่ยังไม่หายดี คงต้องพักรักษาตัวอีกสักสองสามวัน ขันธ์นี้มันจึงจะยอมทำงานเป็นปกติ
เวลาที่ทุกข์มากๆ จิตมันก็ทรมานซะเหลือเกิน ยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้แม่นยำ จะนำมาเป็นเครื่องเตือนให้ไม่ประมาท หมั่นฝึกภาวนาเวลาที่กำลังสบายดีอยู่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภาวะการณ์เช่นนั้นอีก จะได้นำมาใช้ประโยชน์ได้ทันท่วงที ขอให้ทุกๆคนจงมีสุขภาพแข็งแรง หมั่นทำบุญ รักษาศีล ภาวนาถ้วนหน้ากันเทอญ
"ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ"
ป.ล. หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวไว้ว่า "มองให้ดีมีแต่ได้ไม่มีเสีย" เข้าโรงพยาบาลคราวนี้ก็ดีเหมือนกัน
ได้เจาะเลือดไปตรวจ ได้รู้ว่าเบาหวานไม่มี ตับและไตทำงานปกติ ความดันปกติ หัวใจแข็งแรงดี
แถมได้มีโอกาสฝึกภาวนา และได้รู้ว่าใครที่เป็นห่วงเราบ้าง :-)
ขอบคุณทุกๆแรงใจ จากคนใกล้ และคนไกล ;-) นะครับ
ขอบคุณเพื่อนๆมาก ที่มาอยู่ หาขนมมาให้ทาน และมานอนเป็นเพื่อน
ไว้หายดีจะพาไปเลี้ยงข้าวเด้อ
|
|
|