Chawanop's profileเด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    February 28

    จากวันนั้น จนวันนี้


    * ช่วงต้นเป็นประสบการณ์ส่วนตน ถือซะว่าเป็นเรื่องเล่านะครับ

    จากวันนั้นมาวันนี้ ไม่ง่ายเลย ที่จะมาอยู่ตรงจุดนี้อีกครั้ง

    นับแต่ชาตินั้น ได้เห็นโทษภัยของการเกิด จึงได้ออกบวชเพื่อแสวงหาธรรม
    อนิจจา บารมียังน้อย  จึงยังมิสามารถเข้าใจธรรมได้ แต่อย่างน้อยก็ได้ตายในผ้าเหลือง
    มาชาตินี้ จึงอยากไปนิพพานตั้งแต่เด็ก ด้วยสัญญาที่ติดมาจากชาตินั้นนั่นเอง

    แต่ว่าเรื่องไม่ง่ายอย่างที่คิด ถึงมีความอยากไปนิพพาน แต่ก็ไม่รู้ทางปฏิบัติ
    ได้แต่หลงโลกมาเรื่อยๆ จนอายุ 20 กว่าปี สัญญาเก่าจึงเร่งกลับมาเตือนอีกครั้ง
    ว่าอย่าประมาท อาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้  และคงเป็นช่วงที่บุญส่งผลพอดี จึงได้ค่อยๆกลับเข้ามาศึกษา
    แม้แรกๆ จะไปเส้นทางอ้อมบ้าง  แต่พอมีความรู้ความเข้าใจแล้ว บุญก็ได้พามาพบพระผู้รู้
    ได้ศึกษาสติปัฏฐาน หนทางเอกไปสู่ความหลุดพ้น  ได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ ที่ฉลาดในการสั่งสอนสภาวะทางจิต
    ได้พบกัลยาณมิตรที่เป็นกำลังใจให้เรื่อยมา


    ณ วันนี้ แม้หลายๆคน จะเห็นผมตั้งหน้าตั้งตาทำงานทางโลก นั่นไม่ได้หมายความว่าผมทิ้งเป้าหมายที่จะไปนิพพานนะครับ
    แต่ด้วยภาระหน้าที่ และยุคสมัย ที่ยังไม่เอื้อให้ผมสละโลก  ผมจึงต้องทำหน้าที่ที่มีให้ดีที่สุดเช่นกัน
    และครูบาอาจารย์ ก็เน้นย้ำเสมอว่า มรรคผล ไม่ได้เป็นของห้ามสำหรับฆราวาส  เป็นของสากล
    ถ้าดำเนินจิตได้ถูกต้อง ความทุกข์ก็หายไปได้  การเข้าใจธรรมก็เป็นไปได้ ขอให้มีความเพียรอย่างต่อเนื่องแล้วกัน


    อีกทั้งปณิธานที่ผมมี ที่คิดจะพาหลายๆคนไปด้วย ( ไม่ถึงขั้นโพธิสัตว์นะครับ บารมียังอีกไกล )
    ก็ต้องทำให้ผมไปถึงเป้าหมายช้าลงไปบ้าง แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจไว้นานแล้ว ว่าอย่างน้อย คนที่มีบุญคุณกับผม
    คนที่ผมรัก ผมจะต้องทำให้อย่างน้อย พวกเขาได้รู้จักเส้นทางนี้ แม้อาจจะยังไม่ออกก้าวเดิน แต่ขอให้ผมได้ทำหน้าที่ชี้ ว่ามีทางนี้อยู่บนโลก
    ทางที่มีทุกข์ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์ ทางอันประเสริฐแท้


    เด็กๆผมเป็นคนที่อัตตาแรง เนื่องจากทำอะไรก็มักจะประสบความสำเร็จ
    ปัญหาอะไรก็แก้ได้หมด  ทั้งเรื่องการเรียน การแข่งขัน ก็ได้รับรางวัลเสมอมา
    คำแนะนำต่างๆ ก็มีให้เพื่อนได้  เพื่อนๆให้ความไว้วางใจ เชื่อถือ ให้เป็นผู้นำ ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี
    แต่สิ่งที่มันเติบโตขึ้นมาในใจผมด้วยเช่นกัน ก็คือความยึดถือในตัวตน ว่าเราเก่ง เราดีกว่าคนอื่น
    แม้จะไม่ได้แสดงออกมา แต่มันก็ฝังอยู่ในใจลึกๆ ซึ่งผมไม่เคยรู้สึกตัวเลย จนกระทั่งได้มาภาวนา มาเรียนรู้จิตใจตนเอง


    ถ้าผมไม่ได้เข้ามาภาวนา ด้วยความสำเร็จที่ยังตามมาเรื่อยๆ ปัจจุบันคงเป็นอีกคนนึงที่ไม่ใช่ผม
    คนที่อวดดี หยิ่งผยอง ว่าข้าดี ข้าแน่ และยึดถือว่าเราถูกต้องเสมอ


    หลายๆคน ถามผมว่า ทำไมผมต้องใช้ชื่อว่า เด็กชายบอย   นั่นเป็นเพราะผมต้องการย้ำเตือนกับตัวเอง
    ย้ำเตือนว่า เราไม่ได้เก่ง ไม่ได้ดีอะไร ให้ทำตนเสมือนเป็นเด็กชายคนนึง ที่ต้องมีความเคารพ ให้เกียรติผู้อื่น
    ไม่อวดตน แต่ต้องมีความอ้อมน้อม  ชื่อนี้ จึงใช้เตือนใจผมเสมอมา


    ผมกราบขอบพระคุณทุกๆท่านด้วยใจจริง ที่มีส่วนช่วยให้ผม ได้พัฒนาจิตใจ พัฒนาตนเองขึ้นมา
    ถ้าไม่มีทุกๆท่าน โดยเฉพาะ หลวงพ่อปราโมทย์ และพี่ตุลย์  จิตใจผมคงจะหยาบกระด้าง
    ไม่ใช่จิตใจอย่างทุกวันนี้ ( ไม่ได้แปลว่าตอนนี้ดีนะครับ แค่พอรู้บ้างว่าอะไรผิด อะไรถูก และทำเช่นไร จึงจะทุกข์น้อยลง )


    คำสอนที่พี่ตุลย์บอกผมเมื่อเร็วๆนี้ ยังคงก้องดัง เตือนใจผม

    " ...อย่างที่พี่บอกเราน่ะ พี่เห็นเราแค่ที่ครั้งสุดท้าย แค่นั้นก็รู้สึกว่ามันดีขึ้นเยอะแล้ว ถ้าเอาตามของพี่เนี่ย
    พี่ว่ามันอยู่ในจุดที่มันเป็นไปได้ที่สุดสำหรับเรา ณ เวลานี้แล้ว  ขั้นต่อไป เราก็ดูก็แล้วกันว่าเวลาที่มันเคลิ้มๆแล้วสบาย มันรู้สึกไม่เหมือนเก่าน่ะ
    เราจะรู้สึกเหมือนได้จิตใหม่มา จิตแบบใหม่ จากเดิมที่มันหนักๆ มันฟุ้งๆอยู่ตลอด นี่มันเหมือนกับคล้ายๆมันมีความสุขเพลินๆ อยู่เกือบตลอด
    อย่างเนี้ยนะ  เราก็ดูอาการเคลิ้มต่อไป  ตอนที่เคลิ้มเนี่ย มันจะมีความเพลิดเพลินยินดีไป

    แล้วหลวงพ่อมักจะแนะนำผมเรื่องว่ามันมีจิตผู้รู้ออกมาบางคราวครับ

    มันแวบเดียว คือมันไม่ได้อยู่นาน คือพอมันเกิดขึ้นแปบนึงแล้วเราก็เหมือนกับมีความพอใจกับความเพลิน ความเพลิน ความสบาย
    ลองสังเกตดู เพราะงั้นพี่ถึงบอกไง ว่าให้ดูตัวเพลิน ดูตัวความสบาย ดูจนกว่าจะเห็นว่ามันเป็นแค่อะไรอย่างหนึ่ง ที่มันปรากฏอยู่ในระหว่างของจิต
    กับกาย แล้วเดี๋ยวเราจะตื่นขึ้น

    คือจากเดิมนี่ พี่ว่าอย่างบอยนี่ จริงๆนะ ถ้าไม่มีเครื่องทุ่นแรงนะมันหลายปี  กว่าที่จะดูได้ถึงขนาดนี้ นี่มันมีเครื่องทุ่นแรงเยอะ
    เราทำบุญเยอะ  อะไรเงี้ย  แต่จริงๆพวกเราเนี่ยมันเหมือนได้กำไร คือได้ไหว้พระอรหันต์ ได้ฟัง CD พระอรหันต์บ่อยๆ มันเป็นกำลังใหญ่
    คนอื่นเขาไม่มีโอกาสกัน  หรือไม่บางทีเนี่ย พระอรหันต์บางองค์ท่านก็ไม่ได้พูดแบบอย่างเงี้ย พูดไปอีกแบบนึง  คือคำพูดไปยังไง จูงไปยังไง
    ใจมันก็ต้องไปทางนั้น

    ถ้าผมเพียรไปเรื่อยๆอย่างนี้ นิพพานมันก็หวังได้ในชาตินี้ใช่ไหมครับพี่ตุลย์

    แน่นอน เนี่ยพวกเราหวังได้ทุกคนแหล่ะ

    สาธุครับ เป็นกำลังใจที่ดีมากเลยครับพี่"


    แม้จะทุกข์บ้าง ท้อบ้าง เหนื่อยบ้าง ล้มบ้าง
    แต่ผมก็จะไม่ยอมแพ้มันครับ จะก้าวเดินต่อไป เพื่อทำปณิธานให้สำเร็จ และเพื่อคนที่ผมรักทุๆคน


    ขอบคุณทุกๆคนที่คอยเป็นห่วงมาตลอดนะครับ ตอนนี้ยอมรับว่าปัญหา และทุกข์มันเยอะจริงๆครับ
    แต่ผมไม่ท้อ และถึงจะล้ม ก็จะลุกขึ้นมาใหม่แน่นอนครับ ^^


     

    February 19

    บ่น

     
    แค่อยากบ่นว่า มันจะปัญหาเยอะแยะอะไรแบบนี้ค้าบพี่น้อง
    ผ่านพ้นไปด้วยดี ด้วยไว ทีเถอะ...เหนื่อยแล้วนะ
     
    February 16

    ท้อ

     
    เท่าที่จำได้ เกิดมา 23 ปี รู้สึกเหนื่อยมากๆกับชีวิตเพียงไม่กี่ครั้ง
    เพราะส่วนใหญ่เราเป็นคนที่สู้ และไม่ยอมแพ้กับอุปสรรคอะไรง่ายๆ
    และที่ผ่านมา มันก็ผ่านมาได้ด้วยดีเสมอมา
     
    ช่วงที่เหนื่อย และท้อที่สุดในชีวิต คงเป็นตอนที่อยู่ปี 4
    ช่วงนั้นเป็นตอนที่พ่อป่วยเป็นมะเร็ง
    แล้วก็ต้องทำโปรเจ็คแข่ง Samart รอบสุดท้าย
    ต้องทำโปรเจ็คจบ
    ชีวิตแทบไม่ได้เข้าเรียน ต้องกลับไปคอยดูแลคุณพ่อตลอด
    โปรเจ็คต่างๆ ก็ต้องยอมอดนอนเป็นเดือนๆ เพื่อปั่นให้สำเร็จ
    นอจากนั้น ก็มีเหตุการณ์ให้ต้องเลิกกับคนที่คบกันมาสี่ปี ก่อนวันสอบ final หนึ่งวัน
    และก่อนพ่อเสียไม่กี่เดือน
     
    ตอนนั้นเรายังผ่านมาได้นี่นา ตอนนี้ก็คงเป็นอีกแค่ครั้งนึงที่แม้อะไรๆ
    จะรุมเข้ามาพร้อมๆกัน แต่เราก็น่าจะผ่านไปได้ ( ด้วยสติ )
     
    แต่อาการเหนื่อยมันห้ามไม่ได้ เหนื่อยกายยังพักได้ แต่เหนื่อยใจนี่สิ
    เหนื่อยใจมากๆเลย นอนหลับไม่สนิทมาหลายวันแล้ว ( จริงๆเพราะอาการไอมากกว่า )
     
    คิดถึงพ่อจัง
     
    พ่อครับ บอยจะผ่านมันได้(ด้วยดี)ใช่ไหม.........
     
     
     ป.ล. ขอบคุณทุกๆคนที่แสดงความเป็นห่วงนะครับ จริงๆผมโพสท์ตอนอารมณ์เบื่อมันขึ้นมาน่ะครับ
    กะเอาไว้แค่ระบาย แล้วก็บ่นๆ นิดหน่อย  ^^  ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมยังดูจิตอยู่ตลอดครับ
    ถึงจะจมน้ำ เวลาสติมา มันก็โผล่ขึ้นมาหายใจบ้างเป็นพักๆค้าบ : )
     
     
    February 08

    (เดินตาม) ปณิธาน + เจริญสติสำหรับโปรแกรมเมอร์

     
    วันนี้ไม่สบายอีกแล้ว ทั้งๆที่พึ่งหายเอง เราทำงานหนักไปหรือเปล่าเนี่ย ><'
    ตื่นเช้ามาก็เลยพยายามทานวิตามินซีเยอะๆ หวังว่าจะทันการณ์นะ
     
     
    หลังจากชีวิตเปลี่ยนแปลงมาระยะนึง ก็ได้หาเวลาว่าง มานั่งคิดทบทวนดู
    สำหรับช่วงอายุ 23 ปี  ถือว่าเราได้ออกมาทำอะไรที่ตั้งใจไว้ได้เร็วเหมือนกัน
    โอกาสได้เข้ามาเร็วกว่าที่คิดไว้
     
     
    เราเป็นคนที่แปลกมาแต่เด็ก มักจะมีความคิดอะไรที่ล้ำหน้าอายุไปเรื่อยๆ
    ตอนไปเจอหมอพีร์ พี่เขาบอกว่า จิตบอยมันคนอายุ 27 ไปแล้ว  ฮ่าๆๆ
    ควรจะดีใจไหมหว่า - -'
     
     
    เรามีปณิธานอะไรหลายๆอย่างที่ตั้งใจไว้  ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน
    อันแรกคือ เราอยากมีธุรกิจของตัวเอง + ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ
    ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ เราไม่เคยนึกเลยว่าจะมีให้ได้เข้ามาทำพร้อมๆกันเร็วขนาดนี้
    ตอนนี้เลยหนักทีเดียว แต่เราก็สนุกกับมันนะ และมั่นใจลึกๆว่าจะทำมันได้ดีทั้งคู่ ( หลอกตัวเองเปล่าหว่า )
     
    ซึ่งที่จริงแล้ว การที่เราอยากมีธุรกิจเอง ก็จะได้เลี้ยงดูแม่ได้ไวๆ และมีงานให้พี่สาว หรือญาติๆ เพื่อนๆทำด้วย
    ส่วนการได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ  เป็นความฝันของเรา ที่จะประสบความสำเร็จในวงกว้าง
    เพื่อที่จะได้มีส่วนช่วยในปณิธานข้อต่อไปของเรา
     
     
    ที่เขียนมาคือปณิธานของชีวิตนี้ในทางโลก  ยังมีปณิธานอีกอย่างหนึ่งที่ติดตามเรามา
    เราจำได้ว่าตอนเราอยู่ประมาณ ป.2 หรือ ป.3 เนี่ยแหล่ะ  อยู่ดีๆ เราก็บอกแม่ว่า
    "แม่ครับ บอยจะไปนิพพานนะ"   ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่านิพพานคืออะไร  แต่มันฝังใจมาก ว่าจะต้องไปให้ได้
    ความคิดนี้ ติดตามเรามาเรื่อยๆ  ซึ่งมันเป็นจุดที่ทำให้เราไม่ค่อยหลงระเริงไปกับอะไรๆที่ไม่ดีในโลกนี้
    ทั้งๆที่เราอยู่ตัวคนเดียวมาตั้งแต่มัธยม  ซึ่งไม่ใช่ว่าเราไม่เคยลองอะไรที่ไม่ดีนะ 
    เคยดื่มเหล้าไปแก้วนึง แล้วก็รู้สึกว่า มันแค่เนี้ยหรอ
    เคยลองสูบบุหรี่ดู แล้วก็รู้สึกว่า ทำลายปอด
    จากนั้น มันก็ไม่เอาอีกเลย ไม่เห็นประโยชน์อะไร ที่จะไปแตะของพวกนั้นอีก
     
    เราสงสัยเรื่อยมา ว่าทำไมเราถึงอยากไปนิพพานขนาดนั้นนะ  จนเร็วๆนี้เอง จึงพอได้ทราบซึ่งเหตุผลนั้นบ้าง
    ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริง ไม่จริง  เพราะกิเลสอาจจะหลอกเราก็ได้  ไว้จะหาโอกาสเขียนให้ฟัง
     
    คราวนี้ปณิธานการไปนิพพานของเราก็แปลกอีกนั่นแหล่ะ  คือแทนที่เราจะรีบๆไป
    เรากลับอยากพาคนอื่นๆ ให้ได้เข้าใจจุดนี้  เข้าใจหนทางนี้ และไปด้วยกัน
    อย่างน้อย ก็เป็นการปูทางไว้ให้  ให้ได้ก้าวเดินต่อกันได้อย่างมีจุดหมาย
    ถ้าทำได้อย่างนั้นแล้วเราถึงจะสบายใจ  
     
    ซึ่งถ้าเราประสบความสำเร็จทางโลกได้ระดับนึง เราจะพูดอะไรก็คงดูมีน้ำหนักพอ
    เราจะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ ของศาสนาพุทธ  ที่คนยุคปัจจุบันลืมเลือนมันไปกัน
     
     
    แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่เราพัฒนาศักยภาพในทางโลกไปเรื่อยๆ  เราก็ต้องพัฒนาจิตใจไปด้วยเช่นกัน
    เราจะสอนคนอื่นได้ เราก็ต้องทำให้ได้ก่อน  ทุกวันนี้ จึงใช้หน้าที่การงานในโลก มาเป็นตัวพัฒนาจิตไปด้วย
    ณ จุดนี้ ต้องกราบขอบพระคุณหลวงพ่อปราโมทย์  และพี่ตุลย์ ตลอดจนกัลยาณมิตรทุกท่าน
    ที่สร้างความเข้าใจให้ศิษย์ที่โง่เขลาอย่างผม ได้พอเดินตามทางได้บ้าง แม้จะช้าๆ แต่ก็ไม่ออกนอกทางใช่ไหมครับ ^^
     
    สุดท้ายเพื่อนๆที่ทำงานเกี่ยวกับคอมพ์ทุกท่าน  อยากจะฝากวีดีโออันนึง ที่อาจจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ
     
      
     
    ครั้งหนึ่งข้าท่องไปในป่าลึก
    สุดระทึกผจญสัตว์ภัยมากหลาย
    ด้วยใจมั่นสละชีพ ไม่กลัวตาย
    หวังทลายอวิชชาให้พังลง
     
    อนิจจาปัญญายังน้อยนิด
    แม้ชีวิตได้สละใต้ผ้าเหลือง
    แต่กิเลสยังคงยึดครองเมือง
    ยังรุ่งเรืองในจิตใจไม่เสือมคลาย
     
    จากชาตินั้นมาชาตินี้ยังฝังใจ
    อยู่ภายในยังคงก้อง "พระนิพพาน"
    จะขอเดินตามทางปณิธาน
    ด้วยใจหาญ เฝ้าตามดู กิเลสเอย
     
     
    February 02

    " เก็บไว้ในความทรงจำ 14 ก.พ. 46 "

     
    ถ้าเห็นชื่อหัวข้อ อาจจะนึกว่าเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ ^^ ไม่ใช่นะครับ
     
    วันนี้ผมนึกครึ้มอะไรไม่รู้ ลองเอา e-mail ตัวเอง ไป search ใน google  ก็นั่งๆดูไป
    ไปสะดุดเวบนึง เขียนว่าโต๊ะสวนฯ  ผมเริ่มสงสัยว่า ผมไม่เคยไปโพสท์อะไรไว้เลยนี่นา
    จึงได้ลองเข้าไปดู
     
     
    กระทู้นี้ เป็นกระทู้ที่ขอให้ช่วยกันโพสท์ บทความดีๆที่เกี่ยวกับสวนฯกุหลาบหน่อย
    ผมค่อยๆเลื่อนลงไป แล้วก็เข้าใจว่า ทำไมชื่อ และ e-mail ของผม จึงไปโผล่ในที่นี้
     
    ผมหลับตาลง......... ภาพเก่าๆ ค่อยๆย้อนกลับมาหาผม เมื่อผมค่อยๆไล่อ่าน เรื่องราวที่ผมเคยแต่งไว้
    แต่งไว้ ณ วันที่ ผมจะได้ใช้ SK 121 เป็นวันสุดท้าย เพราะหลังจากวันนั้น ผมจะกลายเป็นศิษย์เก่า
    เป็น OSK แทนแล้ว
     
    ครั้งนั้น ผมแต่งเสร็จ แล้วก็ส่งให้เพื่อนสนิทๆได้อ่านกันในเมล์ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ
    ไม่นึกว่าจะมีการ forward ต่อ และมีคนที่ชอบเก็บเอาไว้อ่าน และนำมาโพสท์ไว้
     
    บทความชิ้นนี้ คงหายไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของผมแล้ว
    รู้สึกดีเหมือนกัน ที่วันนี้ได้มาเจอบทความอันนี้อีก  ขอนำมาเก็บไว้ที่นี่เลยแล้วกันนะครับ ^^
     

    " เก็บไว้ในความทรงจำ 14 ก.พ. 46 "


    ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะผมอยากให้มันเป็นเครื่องช่วยเตือนค่ำคืนของวันที่ 14 ผมอยากให้ทุกคน หาสิ่งเตือนค่ำคืนนี้ไว้กับตัวเองเช่นกัน เพราะมันเป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิตของทุกคน
    ---------------------------------------------------------------------------------------
    มิตรภาพมันเกิดตอนไหน ?
    ท้องฟ้าตอนเช้าค่อนข้างมืดครึ้ม ฝนตกปรอยๆ เหมือนกับฟ้าจะร่วมในพิธีของเรา วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้ใช้ sk 121 แล้วสินะ เพราะเราจะกลายเป็น osk 121 แล้ว เริ่มด้วยตอนเช้าก็มีการฝากความทรงจำไว้ภายใต้เสื้อนักเรียนสวนกุหลาบ แล้วก็เริ่มการสอบกัน การสอบดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

    11.35 แล้ว พิธีจากเหย้าของเราชาวม.6 กำลังจะเริ่มขึ้น

    13.00 มีการรวมตัวกันที่สนามฟุตบอลเพื่อสักการะกล่าวลา รัชกาลที่ 5 และพ่อปู่ จากนั้นก็เป็นการเดินไปขึ้นหอประชุม มีการยืนปรบมือลาของน้องๆ ม.1 ตลอดทาง

    14.00 กิจกรรมบนหอประชุมได้เริ่มขึ้น มีกิจกรรมมากมาย อาทิ สู่อ้อมอกพี่ การมอบเกียรติบัตรแก่สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ การแสดงของอาจารย์ การแนะนำกรรมการรุ่น ก็สามารถจะทำให้มีความรื่นเริงกันพอสมควร มีการเปิดสไลด์ชีวิตชาวสวน บรรเลงพร้อมกับเพลงที่มีเนื้อสุดฮิตอย่าง ยามค่ำ ย่ำสนธยา ... ตอนนี้อาจจะเศร้าบ้าง แต่ก็ไม่ทำให้ผมร้องไห้ได้หรอก นอกจากนี้ยังมีการสักการะพ่อปู่ มีพิธีกราบลาอาจารย์ แล้วก็จะร้องเพลงเดิมในตอนจบของพิธี

    จากนั้นทุกๆคนก็ลงไปข้างล่าง เซ็นเสื้อกันต่อ แล้วเข้าไปในงานเพื่อทานอาหาร และร่วมสนุกกัน การรับประทานอาหารดำเนินไปอย่างสนุกสนาน แม้ว่าอาหารจะหมดเร็วเหลือเกินก็ตาม แต่ก็ไม่ค่อยมีใครอยู่ประจำโต๊ะหรอก เพราะต่างก็เดินถ่ายรูป หาเพื่อน เพื่อเก็บเกี่ยวความทรงจำในวันนี้ไว้กันให้มากที่สุด

    เมื่อรับประทานอาหารและสนุกกันสักพักนึงแล้ว อาจารย์ก็ดำเนินพิธีต่อ มีการแจกเทียน แล้วจุดกัน จากนั้นก็มีการร้องเพลงต่างๆ สุดท้ายก็เป็นเพลงเดิม เพลงที่สามารถทำให้ทุกคนเศร้าได้เสมอ ถึงตอนนี้หลายๆคนเริ่มร้องไห้กันแล้ว แต่ไม่ใช่ผม ถึงจะเศร้าๆบ้างก็ตามที่ต้องจากโรงเรียนที่มีความทรงจำถึง 6 ปีไปก็ตาม ตอนจบก็เป็นการบูมสวนฯ แล้วก็มีอาหารมาให้รับประทานกันต่อ ตอนนี้คงไม่มีใครกินลงกันมากนัก เพราะเห็นหลายคนร้องไห้ มันก็เลยซึ้งตามไปด้วย แม้ว่าดนตรีจะเป็นเพลงร็อคก็ตาม

    หลังจากทานอาหารเพิ่มเติมกันเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มเป็นการกล่าวลาสวมกอดกันอย่างลูกผู้ชาย หลายๆคนน้ำตาเริ่มไหลกันมากแล้วในตอนนี้ แต่ไม่ใช่ผมแน่นอน เพื่อนๆหลายๆคนที่ร้องไห้เริ่มมาสวมกอดผมพร้อมกับกล่าวว่า “ มึงอย่าลืมกูนะ มึงอย่าทิ้งกูนะ” คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3... น้ำตามันไหลลงมาตอนไหนนะ คนที่เข้มแข็งมากๆอย่างผม คนที่เกิดมาเคยเสียน้ำตานับครั้งได้ คนที่ไม่เคยคิดว่างานนี้จะสามารถเรียกน้ำตาผมได้ แล้วน้ำตาที่อาบตรงแก้ม และตาของผมมันมาจากไหนกัน คำพูดที่ผมไม่เคยคิดจะพูดเริ่มหลั่งไหลออกมาจากปากของผม เพื่อนที่ไม่ค่อยจะเจอหน้ากันนัก พูดคุยกันนับครั้งได้ กลับมีความห่วงหาเกิดขึ้นอย่างประหลาด ผมกลัว กลัวจะไม่ได้เห็นหน้าทุกคนอีก กลัวว่าเวลาที่ดำเนินไป เวลาที่เป็นตัวพรากพวกเราไป จะทำให้พวกเขาลืมชื่อผม ลืมหน้าผม แล้วเมื่อโชคชะตาดำเนินให้เจอกันอีกครั้งทุกคนจะไม่สามารถจำกันได้ น้ำตาผมยิ่งไหล แม้ว่าจะกลั้นมันแล้วก็ตาม “มึงอย่าร้องกันดิวะ ไอ้เหี้ยเอ้ย “ ผมเริ่มเกลียดเวลา เวลาที่กำลังยิ้มอยู่ กำลังดีใจที่สามารถพรากพวกเราจากกันได้ แต่พลันนั้นเอง ผมก็คิดขึ้นมาได้ และผมก็ขอบคุณเวลาในอีกมุมหนึ่ง คือเวลาที่มอบคนรอบข้างที่อยู่กับผมตอนนี้มาให้ผม ได้มอบความทรงจำในคืนนี้มาให้ผม ได้มอบมิตรภาพที่ผมไม่เคยรู้เลยว่ามันเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่ตอนนี้มันเปี่ยมล้นอยู่ในตัวผม ความรักที่ผมมีให้เพื่อนก็เช่นกัน เมื่อมันมามันไม่เคยบอก แต่มันได้แสดงออกมาแล้ว ว่ามันอยู่ภายในตัวผม ผมจ้องหน้าเพื่อนๆทุกคน คนแล้วคนเล่า มองไปข้างหน้า แล้วมองไปบนฟ้า ทำไมน่ะหรือ เพราะผมจะจำหน้าทุกคนไว้ จำทุกสิ่งทุกอย่างของทุกคน จำท้องฟ้าที่มีเมฆสีดำ ดวงจันทร์เต็มดวง ตึกยาวที่อยู่เบื้องหน้าผม ผมจะจำทุกสิ่งทุกอย่างในคืนนี้ ในเวลานี้ไว้ทุกส่วน จำไว้ด้วยหัวใจเพื่อผมจะได้ไม่ลืมคืนนี้ เพราะไม่ว่ายังไงหัวใจจะต้องอยู่กับผมไปชั่วชีวิต โชคดีนะทุกคน ขอให้เจอเส้นทางที่ตัวเองรัก เมื่อพบแล้วขอให้นึกถึงเพื่อนคนนี้บ้าง จะจำทุกคนตลอดไป สัญญา ……

    “จากคนละฟ้า จากคนละแผ่นดิน กลับมาโบยบินข้ามไปสุดฟ้าจนได้พบกัน อาจเป็นเพียงลม ที่พาเราพบพาน ให้เราได้รักกัน และให้ฉัน ต้องฝืนใจลา อาจเป็นเพราะรักที่ผ่านมากับลม ผ่านมาเชยชม เพียงแผ่วพริ้วแล้วมันก็จางไป เก็บความทรงจำ เก็บงำในหัวใจ อยู่เพียงเดียวดายในเมื่อรักจากไปพร้อมสายลม เมื่อเป็นความรัก ที่ไม่อาจเผยใจ เก็บมันเอาไว้ เก็บมันเอาไว้ ไม่อาจยอมให้เธอรู้ เมื่อใดที่ลมพัด ให้ผ่านมาหน่อยได้ไหม อยากให้คืนวันที่ดีเหล่านั้นได้หวนมา เมื่อใดที่ลมหวน ที่เธอจะกลับมาหา เฝ้ารอเวลาที่ลมแห่งรักจะพัดพา มาอีกครั้ง…………….”

     
    ยังคงรัก และคิดถึงเพื่อนๆ SK121 ทุกคนครับ ;-)