| 個人檔案เด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...相片部落格清單 | 說明 |
|
3月28日 อมตะประพันธ์: ศรันย์ ไมตรีเวช เปลี่ยนแปลงลับลาใช่ว่ามีรู้สิ้น แตกแปรผันภินท์พังสุดช้าเร็วตามกัน รอคอยทางประเสริฐช่วยนำสู่แดนวิไลนิรันดร์ หากจะต้องตายไปอย่างคนไร้ค่า สบโชคชะตาที่โหดร้ายก็ยินดี กำแพงกางตระหง่านล่อลวงฉุดรั้งให้ท้อกายใจ 3月19日 ทางสายเอกรอบเดือนนี้เป็นเดือนที่ได้ทำบุญเยอะมาก
ได้มีโอกาสทำบุญ ถวายหนังสือกับหลวงพี่เอก วัดเขาแร่
ไปร่วมงานประชุมเพลิงหลวงตาประสิทธิ์ วัดถ้ำยายปริก รวมทั้งได้สนทนา และทำบุญกับหลวงพี่วิชัย
ได้มีโอกาสไปกราบหลวงปู่ท่อน ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และร่วมทำบุญกับท่าน
ยังมีอีกหลายรายการที่ร่วมบุญตลอดเดือน
มีโอกาสทำบุญกับพระสุปฏิปัณโณครั้งใด ใจก็เบิกบานแบบหาประมาณไม่ได้ทุกครั้ง
คนไทยช่างมีบุญจริงๆ ที่มีพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบเป็นเนื้อนาบุญมากเหลือเกิน
อีกทั้งพระสัทธรรมคำสอน และพระผู้รู้จริงก็มีอยู่ครบถ้วน
ปัจจัยทุกอย่างถึงพร้อม
อยู่ที่การเริ่มต้นออกก้าวเดินเท่านั้น ก้าวเดินสู่หนทางที่ไม่ซ้ำรอยใคร "หนทางสายเอก"
ขอบันทึกหนทางของข้าพเจ้าในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาดังนี้
เดือนกุมภาพันธ์ได้ไปส่งการบ้านกับพี่ตุลย์
พี่ตุลย์ก็เมตตาบอกว่า จิตมันพร้อมที่จะปฏิบัติอยู่แล้วนะ ให้ไปอ่านวิธีการตั้งสติให้เข้าใจ
ก็ได้กลับมาทบทวนมหาสติปัฏฐานสูตรอีกครั้งหนึ่ง
มีความเข้าใจมากขึ้นอีกขั้น และนำมาซึ่งผลการปฏิบัติที่ก้าวหน้าตามลำดับ
ต้องกราบขอบพระคุณพี่ตุลย์ด้วยความเคารพยิ่ง
มีนาคม วันเสาร์ที่ผ่านมามีโอกาสไปสวนสันติธรรม
เพื่อส่งการบ้านกับหลวงพ่อปราโมทย์ หลังจากห่างหายไปนานถึงห้าเดือน
หลวงพ่อเปลี่ยนวิธีส่งการบ้านเป็นให้ยกมือขอไมค์แทนการส่งไมค์เรียงลำดับแล้ว
ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสได้ส่งไหม เพราะคนเยอะมาก
พอดีคนข้างๆเราได้ไมค์พอดี ก็เลยขอไมค์ต่อ จึงได้มีโอกาสกราบเรียนสภาวธรรม
กราบเรียนหลวงพ่อไปว่า
" พักหลังนี้ สติมันเกิดมารู้กายรู้ใจเองได้เรื่อยๆ และมันก็เห็นว่ากายไม่ใช่ของเรา แต่ยังไม่เห็นว่าจิตไม่ใช่ตัวเรา "
หลวงพ่อก็เมตตาตอบว่า : "ไม่เป็นไรนะ ดูไปอย่างนี้แหล่ะ"
บอย : "แล้วที่ทำอยู่ถูกหรือยังครับ"
หลวงพ่อ : " ทำได้ถูกต้องแล้ว ใช้ได้ ดี "
บอย : " ต้องแก้ไขอะไรไหมครับ "
หลวงพ่อ : " ไม่แก้สิ วิปัสสนาไม่มีคำว่าแก้นะ ไม่มีคำว่าต้อง
ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ ห้ามอย่างนั้น ห้ามอย่างนี้ ไม่มี รู้ทุกอย่างอย่างที่เขาเป็นนะ "
แม้จะเป็นเพียงการส่งการบ้านสั้นๆ แต่ก็ได้กำลังใจเหลือเกิน
โดยเฉพาะตอนสุดท้าย วิปัสสนา คือการรู้ทุกอย่างอย่างที่เป็น ไม่มีการแก้ไข ดัดแปลงสภาวะใดๆ
ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นตามจริง เพราะเราต้องการเรียนรู้ของจริง เพื่อให้เกิดปัญญา
ส่งการบ้านครั้งนี้ทำให้มั่นใจว่าเรากำลังดำเนินอยู่บนทางสายเอก แม้จะยังไม่เห็นปลายทาง
แต่ก็ยังไม่ได้ออกนอกลู่นอกทางไปไหน ^^
จะขอปฏิบัติบูชา พระพุทธเจ้า และครูบาอาจารย์ทุกท่านเรื่อยไป
จนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพานเทอญ
3月1日 เหตุเกิดจาก "ความไม่รู้"ทุกวันนี้เดินไปทางไหน ก็สงสารคนที่เห็นทั้งหมด
ขอทาน คนขายล็อตเตอรี่ คนขายของริมถนน แม่ค้า คนขับรถเมล์ ฯลฯ
สงสารแบบที่ไม่ได้เห็นว่าเราดี หรือโชคดีกว่าเขานะครับ
แต่สงสารเพราะว่าทุกคน รวมทั้งเราด้วย ต่างก็ตกอยู่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า "ความไม่รู้" เหมือนๆกัน
เพราะความไม่รู้ว่าเราเกิดมาจากไหน ทำไมรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ ทำไมพ่อแม่ถึงเป็นคนนี้
ถ้ากฏแห่งกรรมไม่มีจริง ธรรมชาติก็คงอยุติธรรมยิ่งนัก ที่เสกให้บางคนหล่อ สวย รวย เก่ง
ขณะอีกบางคน ไม่มีแม้กระทั่งข้าวจะทาน
การที่เราไม่สามารถรู้อดีตชาติได้ ไม่ได้แปลว่าชาติก่อนไม่มีจริง
เพียงแต่ธรรมชาติปกปิดเอาไว้ ให้เราลืม คนที่จะรู้เห็นอดีตชาติได้ต้องมีญาณที่สั่งสมมาดีแล้วเท่านั้น
ไม่เช่นนั้นโลกคงปั่นป่วนน่าดู สมมติแค่ว่า แฟนเราปัจจุบันนี้ อาจจะเคยเป็นพี่น้องเราในอดีตชาติ
เราจะยังคบกับแฟนแบบสนิทใจได้อยู่หรือเปล่า
และด้วย "ความไม่รู้" อดีตชาตินี่เอง ที่ทำให้เราหลงผิดกันต่างๆนา
หลงอิจฉาคนเพียบพร้อมกว่าเรา ว่าทำไมโลกนี้ถึงอยุติธรรมยิ่งนัก
หารู้ไม่ว่าทุกสิ่งเกิดจากเหตุ ถ้าเราอยากเป็นอย่างเขา เราก็ต้องสร้างเหตุที่เหมาะสม
ไม่ใช่มานั่งตีโพยตีพาย หรืออิจฉา อันจะนำภัยพิบัติมาสู่ตนเอง
ส่วนคนที่สร้างเหตุมาดี แทนที่จะสร้างเหตุต่อ ก็กลับหลงระเริงกับชีวิต
คิดว่าโชคดีเสียนี่กระไร ที่เกิดมาก็มีพร้อมทุกอย่าง จะทำผิดอะไรก็ได้
หารู้ไม่ว่านั่นแหล่ะ เป็นการสร้างเหตุไปสู่ความวิบัติในอนาคต
เรื่องใหญ่ของมนุษย์จริงๆแล้วไม่ใช่อะไรอื่นเลย แต่คือการไม่รู้ว่าควรจะรู้อะไรต่างหาก
ขอเพียงเราหัดตั้งข้อสังเกตสักหน่อยนึงว่า เราเกิดมาได้อย่างไร
และหลังจากตายเราจะไปไหน
ทั้งๆที่เป็นความจริงอันยิ่งใหญ่ของชีวิต แต่คนส่วนใหญ่กลับละเลยกัน
ไปแสวงหาสิ่งที่พอตายแล้วก็ต้องสูญเสียไปสิ้น เช่น ชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง
แทนที่จะมาค้นหาความจริงเกี่ยวกับตัวเรา หาสิ่งที่ได้มาแล้วไม่ต้องเสียไป
พี่ดังตฤนเคยกล่าวไว้ว่า
นอกนั้นได้มา เพื่อจะสูญเสียไปสิ้น " เห็นตามจริงว่าอะไรครับ ?
ถ้าขั้นเริ่มแรก ก็เห็นตามจริงว่า "กายกับใจ ไม่ใช่ตัวเรา"
ซึ่งความจริงตรงนี้แหล่ะครับ ที่มนุษย์อย่างเราๆ หลงติดกันมานาน
เป็น "ความไม่รู้" อันยิ่งใหญ่ ที่นำความทุกข์มาให้ และพาเราเวียนเกิดเวียนตายนับไม่ถ้วน
พี่ๆน้องๆ งงไหมครับ ว่าแล้วอะไรล่ะคือตัวเรา ???
ถ้ารู้ว่างง ลองมองไปที่ความงงในจิตใจนะครับ
จะเห็นความจริงอย่างนึงคือ ความงง จะหายไป ไม่ช้าก็เร็ว และความงง ก็ไม่มีความเป็นบุคคล
ไม่มีตัวตน เป็นสิ่งที่มีเหตุก็เกิดขึ้น หมดเหตุก็สลายไป
แล้วตรงไหนล่ะครับ ที่เรียกว่า "เรางง" ??? มีแต่ "ความงง" ใช่ไหมครับ คำว่าเราไม่เห็นมีเลย
นี่แหล่ะครับสิ่งที่เราถูกหลอกมาโดยตลอด ชั่วขณะของการมีสติ ความเป็นตัวเราจะไม่มี
ถ้าตัวเราไม่มี ความทุกข์ที่เกิด ความเจ็บ ความตาย ก็เป็นเพียงสิ่งที่เกิด แล้วต้องหายไป
ไม่มี ผู้ทุกข์ ผู้เกิด ผู้เจ็บ ผู้ตาย
ถ้าเข้าใจความจริงข้อนี้
การหลงเข้าไปยึดว่า เราทุกข์ ก็จะไม่มีอีกต่อไป
หากเรามาฝึกรู้ตามจริงกันบ่อยๆ หัดมีสติสังเกต กาย และใจไปเรื่อยๆ
กายกับใจอยู่ในอาการอย่างไร ก็รู้ลงไปตรงๆ
เมื่อสัมมาสติ สัมมาสมาธิ และปัญญาประชุมพร้อม
เราก็จะเห็นแจ้งเข้าใจความจริงของกายและใจนี้
แล้วเมื่อนั้นเอง ธรรมชาติที่มีอยู่มานานแล้ว ไร้ที่ตั้ง ไร้นิมิต
แต่เป็นสิ่งที่ผู้ที่เข้าถึงแล้ว ต่างกล่าวไว้เหมือนๆกันคือ
เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ เป็นบรมสุข เหนือใดๆในโลก
ก็จะปรากฏขึ้นแก่ความรับรู้ของเรา
จะรู้ซึ้งเลยว่า "ความไม่รู้" ช่างน่ากลัวยิ่งกว่าใดๆในโลก
มาฝึกเห็นตามจริงกันนะครับ
จะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของความไม่รู้ไปอีกนานแสนนาน
ป.ล. ผมก็ยังตกอยู่ภายใต้ความไม่รู้เหมือนกันนะครับ แต่ผมรู้แล้วว่า สิ่งใดที่ควรจะรู้ เพื่อจะพ้นไปจากความไม่รู้ :-)
|
|
|