Chawanop 的个人资料เด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...照片日志列表 工具 帮助

日志


4月27日

ส่งการบ้าน #4

 
เมื่อวานพี่หนุ่มโทรมาชวนไปกราบหลวงพ่อวันนี้ จริงๆแล้วต้องเข้าทำงานตอนช่วงบ่าย
แต่คิดว่าคงกลับมาทัน ก็เลยตกลงไป  วันนี้ก็ตื่นตีสี่ รีบอาบน้ำ แต่งตัว แล้วก็ออกไปหาพี่หนุ่ม
เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ คนเลยเยอะมากๆ แต่ก็ยังได้ส่งการบ้าน ^^  ขอบคุณพี่หนุ่มมากครับที่ให้ติดรถไปด้วย
 
แล้วก็กราบขอบพระคุณในความเมตตาของหลวงพ่อมากๆครับ ผมจะตั้งใจปฏิบัติบูชาหลวงพ่อ และพระพุทธเจ้าจนกว่าจะถึงซึ่งพระนิพพานครับ
 
 
บอย : นมัสการหลวงพ่อครับ  หลังๆเวลารู้สึกตัวขึ้นมา มันจะเหมือนกับว่ามันไม่วูบวาบเหมือนช่วงแรกๆครับ  มันจะเบาๆ
 
หลวงพ่อ : เอ้อ นั่นแหล่ะ มันชำนาญแล้วเป็นอย่างนั้นแหล่ะ
 
บอย : ก็เลยอยากเรียนถามหลวงพ่อว่า ยังถูกอยู่หรือเปล่าครับ
 
หลวงพ่อ : ถูกสิ ถ้ามันวูบวาบตลอดชีวิตก็แย่เลย เฉาตายเลย
 
บอย : หลังๆมันเลยกลายเป็นไม่แน่ใจว่า เอ๊ะ ระหว่างวันเราเผลอไป หรือว่าเรารู้สึกตัว
 
หลวงพ่อ : ให้รู้ทันปัจจุบัน รู้ทันว่าไม่แน่ใจ  อะไรเกิดขึ้นก็ตามเถอะ ให้รู้ลงปัจจุบันไปเรื่อย รู้ทันไป
 
บอย : การที่เห็นว่ากายไม่ใช่เราอย่างนี้ นี่คือถูกหรือเปล่าครับ
 
หลวงพ่อ : ถูกละ  ที่เห็นว่ากายไม่ใช่เรา เพราะว่าจิตมันตั้งอยู่ต่างหาก
 
บอย : มันเห็นกายเป็นแค่ของที่ถูกรู้ครับ 
 
หลวงพ่อ : ใช่
 
บอย : จิตมันแยกออกมา
 
หลวงพ่อ : เอ้อ จิตมันแยกออกมา
 
บอย : คือระหว่างวันมันจะมาเห็นกายเป็นอย่างนี้ซะส่วนใหญ่ครับ  จะนำมาเป็นวิหารธรรมได้ไหมครับ
 
หลวงพ่อ : ใช้ได้ เอากายเป็นวิหารธรรม ใช้ได้  แล้วจิตขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวก็รู้นะ
 
บอย : ครับ
 
หลวงพ่อ : ถ้าจิตมันเป็นผู้รู้อยู่ ก็รู้ไป
 
บอย : แล้วก็ช่วงนี้เวลาเห็นกิเลส เหมือนมันจะอยู่นอกๆครับหลวงพ่อ มันเข้ามาไม่ถึงใจครับ
 
หลวงพ่อ : เออ นะ ถ้ามันจะเข้ามาก็อย่าไปว่ามัน
 
บอย : รู้สึกว่าถ้ามันเข้าไปรวม  มันจะทุกข์ขึ้นมาทันทีเลยครับ
 
หลวงพ่อ : แน่นอนล่ะ ถูกต้องละ ต่อไปปัญญาแก่กล้ากว่านั้นอีก  จะพบว่าถึงไม่รวมก็ทุกข์
 
บอย : ครับ ทุกวันพอกลางคืนผมจะพยายามนั่งสมาธิ ดูลมหายใจ แล้วก็สังเกตจิตไป  ที่นั่งอยู่ใช้ได้ไหมครับ
 
หลวงพ่อ : ใช้ได้นะ พากเพียรไปนะ ดีละ
 
บอย : กราบขอบพระคุณหลวงพ่อมากครับ
 
 
ป.ล. ที่เคยบอกว่าจะอัพไดอารี่ที่เขียนทั้งใน space นี้ และใน hidhamma แต่คิดไปคิดมา อยากให้ space เป็นที่ไว้เล่าอะไรส่วนตัวมากกว่า
ก็เลยจะอัพบทความเฉพาะบนไดอารี่นะครับ เขียนไป 4-5 ตอนละ ถ้าใครสนใจก็ตามไปดูกันจาก link ด้านล่างครับ :D
 
 
เจริญในธรรมทุกท่านครับ
 
4月16日

ส่งการบ้าน #3

 
บอย : ตอนนี้จิตมันอยากปฏิบัติครับหลวงพ่อ มันเลยแน่นๆขึ้นมาครับ

หลวงพ่อ : เอ้อ ให้รู้ทันว่าอยากนะ ให้รู้ว่าแน่น อย่าอยากหาย แน่นก็รู้ไป ของคุณพอใช้ได้ละ จิตเริ่มตื่นละ

บอย : เมื่อก่อนมันจะเห็นแค่ว่ากายไม่ใช่เรา เป็นแค่สิ่งที่จิตไปรู้เข้าน่ะครับ แต่เดี๋ยวนี้พอรู้ว่าจิตมันหนีไปคิด จะเห็นว่ามันทำงานได้เอง ไม่ใช่เรา

หลวงพ่อ : เอ้อ นั่นแหล่ะ แต่อันนี้เป็นการเห็นสะสมปัญญาในเชิงปริมาณนะ ยังไม่พลิกเป็นคุณภาพ

บอย : มันจะรู้สึกเป็นบางครั้งว่าจิตยังรู้ไม่พอครับหลวงพ่อ

หลวงพ่อ : เอ้อ นั่นแหล่ะ ดี ถูกต้อง หลวงพ่อภาวนามาตั้งนานนะ พรรษาแรกเนี่ย จิตมันยังรู้เลยว่าไม่พอ มันรู้ว่าไม่พอ ต้องดูอีก

บอย : ต้องดูสะสมไปเรื่อยๆ

หลวงพ่อ : ต้องดูสะสมไป มันเป็นสะสมเชิงปริมาณนะ หมายถึงรู้สึกไป มีสติ สมาธิ ปัญญา คอยรู้ไปเรื่อย เห็นทุกอย่างเกิดแล้วดับ
เห็นกายไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรา ซ้ำๆๆไปอย่างเนี้ย เวลาที่มันพอแล้ว มันจะเปลี่ยนคุณภาพอย่างฉับพลัน มีคำว่าฉับพลันนะ


บอย : ครับ


หลวงพ่อ : ส่วนการสะสมปริมาณเนี่ยยืดเยื้อ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติเนี่ยต้องต่อเนื่อง รู้กายรู้ใจต่อเนื่อง รู้เนืองๆ ไม่ท้อถอย รู้ไปเรื่อยๆ
ถึงบทที่เขาจะพลิกเปลี่ยนคุณภาพนั้น ฉับพลันเลย ยังกับฟ้าแลบเลย มันเปลี่ยนเอง ไม่มีใครบังคับจิตให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้
จิตบรรลุของเขาเอง พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้นะ


บอย : ก็คือดูอย่างที่ทำนี่ถูกแล้วใช่ไหมครับ

หลวงพ่อ : ถูกแล้วนะ
 
--------------------------------------
 
ได้มีโอกาสไปส่งการบ้านหลวงพ่ออีกครั้งในวันสงกรานต์ จึงนำมาบันทึกไว้ ขอบพระคุณในความเมตตาของหลวงพ่อมากครับ _/|\_
 
DSC05632
หลวงพ่อเมตตาให้สรงน้ำเพื่อแสดงความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ ผู้เป็นเสมือนพ่อในทางธรรม

DSC05645
 
ระลึกถึงบุญคุณของหลวงปู่ดูลย์ กับคำสอนที่เป็นอมตะที่เรียกว่า อริยสัจจ์แห่งจิต
 
"จิตที่ส่งออกนอก                       เป็นสมุทัย
ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก    เป็นทุกข์
จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง            เป็นมรรค
ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต           เป็นนิโรธ "
 
 
4月13日

Hi Dhamma

 
จำได้ว่าตอนเด็กๆนั้น เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมากๆ
และก็โชคดีที่พ่อแม่สนับสนุน เลยได้โอกาสอ่าน และสะสมวิธีคิด แนวคิดต่างๆไว้เยอะ
 
โตขึ้นมาเรื่อยๆ ก็มักจะชอบเขียน และก็มักจะเขียนได้ดีระดับนึง
แต่ก็ไม่มีเวลาฝึกฝน ให้ก้าวไปถึงขั้นที่เขียนให้เผยแพร่เป็นวงกว้างได้เสียที
 
ได้แต่คิด ได้แต่ฝัน ว่าวันนึงอยากเขียนหนังสือสักเล่มให้คนได้อ่านเยอะๆ
แล้วได้ประโยชน์จากงานเขียนของเรา
 
จนไม่กี่ปี ชีวิตได้ค้นพบจุดหมาย และสิ่งที่แสวงหามานานเสียที
เด็กๆ มักจะคิด และแสวงหาสิ่งนี้เสมอๆ แต่ก็ไม่รู้แนวทาง
จนได้มาศึกษา ปรับแนวคิด ปรับจิตใจ ให้พร้อม
สิ่งนั้นคือ " ธรรมะ "
 
วันนี้เลยได้โอกาสไปเปิด diary อันนึง ชื่อว่า
hidhamma ที่อยู่คือ http://hidhamma.diaryclub.com
 
กะจะเอาไว้เขียนเล่าเรื่องราว และมุมมองที่ได้เรียนรู้มา
 
จริงๆคิดอยู่นานเหมือนกัน ว่าจะเขียนดีไหม
ทั้งๆที่การปฏิบัติของเรา ก็ยังไม่ได้ถึงขั้นที่จะไปสอนคนเยอะๆได้
จะเป็นเตี้ยอุ้มค่อมหรือเปล่า
 
แต่พอมาคิดว่า งั้นขอบันทึกมุมมองเอาไว้ เผื่อวัยรุ่น หรือใครที่สนใจ
ได้ผ่านมาอ่าน แล้วได้เก็บไปคิดบ้าง  และเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย
เราก็นับว่าประสบความสำเร็จแล้ว
 
จึงตัดสินใจเปิดไดอารี่ขึ้นมา เผื่อเอาไว้ฝึกฝนฝีมือการเขียนด้วย
ใครสนใจก็แวะเข้าไปอ่าน แล้วก็เม้นท์ติชมกันนะครับ
 
สำหรับบทความที่จะอัพบนไดอารี่ ก็จะอัพบนนี้ด้วยเช่นกัน
ใครสะดวกอันไหน ก็เข้าอันนั้นนะครับ
 
จะพยายามไม่พาทุกคนให้หลงทาง
และจะสร้างแนวคิดที่เป็นประโยชน์ให้มากที่สุดครับ
 
^^
 
 
4月5日

ว่างจากวุ่น

 
เมื่ออยู่กับวุ่น ความว่างจึงหายไป
ยิ่งอยากออกจากวุ่น ความวุ่นจึงยุ่งขึ้น
 
ต่อเมื่อหยุดอยาก แล้วหันมามอง
เห็นความวุ่นเป็นส่วนเกินของความว่าง
ไม่ช้าไม่นานความวุ่นจะจางไป
นั่นเพราะใจไม่ได้สร้างเหตุของความวุ่นเพิ่ม
 
แต่เมื่อมีสิ่งมากระทบ
ความวุ่นก็พร้อมจะแทนที่ความว่าง
ความว่างจึงหายไป ความวุ่นปรากฏขึ้นมาใหม่
 
ว่างที่ยังวุ่นได้ ยังไม่ใช่ว่างจริง
แต่เป็นว่างชั่วคราวให้ได้ลิ้มรสสุขของความว่าง
และตั้งใจพากเพียรพาใจสู่ความว่างที่ถาวร
 
เมื่อเข้าใจได้เช่นนี้
ความวุ่นจึงไม่ทำให้ใจวุ่นไปด้วย
เป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้จิตได้รับรู้ ว่าความวุ่นเกิดขึ้น
แต่ขอเพียงไม่สร้างเหตุ
มันก็จะมลายสลายไป ตามกฏของความไม่เที่ยง
 
เมื่อวุ่นเกิดอีก
จึงไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจอีกต่อไป
แต่เป็นสิ่งที่ใช้เรียนรู้ เพื่อให้จิตเข้าใจว่าสิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นย่อมดับไป
 
ความวุ่นจะเริ่มมีอิทธิพลน้อยลงเรื่อยๆ
จากที่เคยมีวุ่นเป็นปกติของจิต
กลายเป็นความว่างมาแทนที่
 
รอเวลาที่จะสู่ความว่างอย่างถาวร
 
ว่างจากอุปาทานในตัวตน
 
ป.ล. แต่งขึ้นจากแรงบันดาลใจหลังจากอ่านหนังสือคิดจากความว่างของพี่ตุลย์
 
-----------------------------------
 
เสาร์ที่แล้วได้มีโอกาสไปกราบพี่ตุลย์มา จึงขอยกบทสนทนามาบันทึกไว้
เพื่อเป็นกำลังใจในคราวที่ย้อนมาอ่าน
ให้เร่งรีบความเพียร เดินตามมรรคาแห่งอริยะจนถึงที่สุด
 
 
บอย : คราวที่แล้วผมมากราบพี่ พี่แนะนำว่าจิตมันพร้อมจะปฏิบัติอยู่แล้ว แต่มันยังไม่รู้วิธีการตั้งสติที่ชัดเจน
ผมก็เลยไปลองฝึกมาเพิ่มเติม ไม่ทราบว่าตอนนี้ดีขึ้นยังครับ
 
พี่ตุลย์ :  มันเหมือนกับเราแส่ส่ายน้อยลงนะ รู้สึกตัวใช่ไหม แล้วก็มันมีที่ให้อยู่มากขึ้น มีที่ให้สติอยู่มากขึ้น นะ ดีแล้ว ดี
 
บอย : แล้วจะพัฒนาต่อยังไงดีครับ
 
พี่ตุลย์ : เราดูไปตามลำดับ กายเป็นของหยาบ พอดูเห็นกายเป็นของหยาบ  แล้วจิตเป็นผู้ดูกาย เราก็ดูจิตต่อ  ว่าจิตบางทีมันก็ฟุ้ง บางทีมันก็สงบ
ของเราเนี่ยมันจะ เอ่อ บางทีมันฟุ้ง มันฟุ้งออกไปในเรื่องแบบฝันๆ น่ะ คือแบบมีโลกความฝันที่เราสร้างขึ้นมานะ
เราก็ดูจิตที่มันฝันๆเป็นแบบนึง จิตที่มีสติอยู่กับความจริงเฉพาะหน้าเป็นอีกแบบนึง 
 
บอย : คือดูจิตที่มันไหลไปคิดใช่ไหมครับ
 
พี่ตุลย์ :  นั่นแหล่ะ ดูตรงนั้นแหล่ะ  ถ้ารู้ทันไปเรื่อยๆ มันก็ รู้สึกว่าไอ้อาการของจิตน่ะเป็นแค่ของที่ถูกดู นะ ดูไปเรื่อยๆ
 
ขอบพระคุณในความเมตตาของพี่ตุลย์ด้วยครับ _/|\_