| Chawanop 的个人资料เด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...照片日志列表 | 帮助 |
|
6月23日 ธรรมะดีๆเมื่อวานเป็นโอกาสอันหาได้ยากยิ่ง คือได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาปฏิบัติธรรม ณ สำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง เป็นการเดินทางไปครั้งแรก หลังจากที่ใฝ่ฝันมานาน ว่าขอให้ได้มีโอกาสไปกราบเรียนธรรมะจากท่านผู้รู้แจ้งเห็นจริงทั้งสองท่านบ้าง ตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปเจอพี่ป๊อก และพี่เอ็มที่อนุสาวรีย์ ได้ขึ้นรถตู้หกโมงกว่าๆ ระหว่างทางก็คิดตลอดว่าจะเรียนถามแนวทางอย่างไรดี แต่สุดท้าย จิตมันก็ไม่เอา มันไม่อยากคิดมาก เพราะมันว่างอยู่ อยู่ดีๆจะไปใส่หาเรื่องให้จิตคิดฟุ้งซ่านทำไม ก็เลยนั่งสนทนาแลกเปลี่ยนกับพี่ป๊อกไป ได้ประโยชน์ดีเหมือนกัน เพราะนานๆทีจะได้คุยกับผู้ปฏิบัติเหมือนกัน คนส่วนใหญ่ในชีวิตเรา แม้จะใกล้ตัวมากๆ แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจ ในเส้นทางเดิน >_<~ สนทนาไปบ้าง แอบงีบหลับไปบ้าง ก็เดินทางถึง บรรยากาศดีมากๆ เงียบสงบ ชวนให้นึกถึงภาพของพระผู้ปฏิบัติดี เอาจริงเอาจัง ในการประหารกิเลส ไปถึงตอนเกือบๆสิบเอ็ดโมง ก็ขึ้นไปนั่งรอหลวงพ่อแปบนึง เพราะหลวงพ่อจะลงมาตอน 11 โมง สักพักหลวงพ่อก็เดินมา การได้เห็นอริยสงฆ์เช่นนี้ ได้กราบ ถือเป็นมงคลอันยิ่งใหญ่จริงๆ หลวงพ่อท่านเมตตาเทศน์หลักๆเรื่องของผัสสะ ท่านว่าฆราวาสก็ปฏิบัติได้ แต่ถึงจุดนึง ก็จะรู้เองว่าไม่ไหว ต้องปลีกหลีกหาเวลามาฝึกฝนตนบ้าง ถ้าบวชได้ก็ยิ่งดี ท่านเปรียบเสมือนการจุดเทียน ถ้้าลมพัดแรงมากๆ เราจุดยังไงก็คงไม่ติด การจุดเทียน จึงต้องหลบมาจุดก่อน เอามือป้องลม แล้วค่อยจุด เทียนถึงจะติด จากนั้น ก็ออกไปเผชิญกับลมใหม่ ว่าทนได้แค่ไหน ถ้าดับ ก็หลบมาจุดใหม่ เหมือนกับการอยู่ในโลกถ้ากระแสในโลกมันแรงมากๆ เราก็อาจจะต้านไม่ไหว โดนพัดพาไปหลายระลอกอยู่ ต้องหลีกเร้นผัสสะเร่าร้อน มาภาวนาให้จิตใจตั้งมั่นบ้าง แล้วค่อยออกไปสู้ใหม่ ไปเรียนรู้ว่าการ "รู้" ที่เราฝึกมา ดีพอ เข้มแข็งพอ จะเผชิญกับกิเลส กับผัสสะหรือยัง พระก็เช่นกัน จะหลบภาวนาอย่างเดียวก็ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะคิดว่าเรารู้เก่งแล้ว รู้ดีแล้ว ต้องออกมาทดสอบกับผัสสะในโลกบ้าง การดูจิต หลวงพ่อจะเน้นหลักสี่ข้อว่า อย่าเพ่ง อย่าเผลอ อย่าจ้อง อย่าตาม ไม่เช่นนั้นการรู้จะไม่เต็มที่ เหมือนที่ท่านใช้คำว่า "รู้แบบมอมแมม" ท่านเปรียบเหมือน ไก่ รอจิกตัวแมลงที่อยู่ในรู ไก่ไม่เอาปากเข้าไปงับในรู แต่ยืนรออยู่เฉยๆ พอแมลงออกมา ถึงจะจิก ถ้าจิกไม่ทัน ก็ไม่วิ่งตามไป แต่ยืนรอนิ่งๆ รอแมลงตัวใหม่ออกมา เป็นการเปรียบเทียบที่ชัดเจนมากๆ คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มนะ ^^ ธรรมะอื่นๆ ก็เป็นประโยชน์มากๆ โดยเฉพาะที่ท่านสอนพระ นำมาเป็นข้อคิดได้เป็นอย่างเดี แต่เราคงไม่นำมาเขียนไว้ในนี้ เพราะมันจะยาวเกิน ถ้าใครอยากทราบก็ทักมาแล้วกันเนาะ เนื่องจากวันนี้ญาติโยม และพระเดินทางมาสนทนาเยอะพอสมควร จึงไม่ได้มีโอกาสเรียนถามจากท่านโดยตรง แต่ก็ได้ถวายชุดยาให้แก่ท่าน ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศ พอบ่ายโมงแล้ว เราก็ได้ขึ้นไปกราบแม่ชีต่อ คนเยอะมากๆอีกเช่นกัน เราก็ให้ทุกคนเข้าไปก่อน แล้วไปนั่งหลังสุดกับพี่เอ็ม คิดว่าไม่ได้สนทนาก็ไม่เป็นไร การปฏิบัติ เราก็รู้ดีเองอยู่แล้วนิ ว่าเราเป็นเช่นไร อยู่ตรงไหนอยู่ แต่พอท้ายที่สุดแล้ว เราก็ได้มีโอกาสสนทนากับท่าน แทบจะเรียกได้ว่าตัวต่อตัวเลย เพราะมีแค่เรา พี่ป๊อก และก็พี่เอ็มเท่านั้น ญาติโยมคนอื่นๆกลับไปหมดแล้ว เรียกได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ _/\_ เราก็กราบเรียนถึงการปฏิบัติไป ท่านก็เมตตาตอบว่า ให้รู้อย่างเดียว รู้แล้วปล่อย รู้แล้วปล่อย อย่าวิพากษ์วิจารณ์ หรือไปคิดว่ารู้อะไร รู้กาย รู้จิต ก็ไม่ต้องไปคิดว่าเรารู้อะไรอยู่ เราลองทำดูตาม ก็โปร่งสบายดีทีเดียว การรู้ก็แค่รู้เท่านั้นเอง ท่านบอกว่า ให้ตัดประธานกับกรรมออกให้หมด เรานั่งอยู่ ขานั่งอยู่ กายยืนอยู่ อะไรไม่ต้องเอาทั้งนั้น ให้ มีกริยา คือ "รู้" อย่างเดียว แล้วอุปาทานจะเกิดไม่ได้ นอกนั้นท่านก็เมตตาเล่าชีวิตสมัยเป็นฆราวาสให้ฟัง นั่งสนทนาได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ต้องลากลับ ท่านก็ขอไว้ว่า ไม่ต้องแต่งงานหรอกนะ อยู่ปฏิบัติแบบนี้แหล่ะทั้งสามคน พี่เอ็มกำลังจะบวช ท่านก็เมตตาบอกให้บวชไม่สึก ^^ เรากับพี่ป๊อกจะได้ตามไป ท่าน เมตตาถามชื่อเราสามคนไว้ด้วย แล้วก็บอกว่าให้มาส่งการบ้านใหม่นะ ก่อนกลับท่านให้ไปอธิษฐานต่อหน้าพระพุทธรูป และก็อวยพร ให้สำเร็จธรรมกันทั้งสามคน สาธุๆๆ กราบขอบพระคุณหลวงพ่อและแม่ชี ในความเมตตาอันไม่มีประมาณ พระอริยเจ้า ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อใด ชาวโลก โดยเฉพาะปุถุชนที่ดวงตามืดบอดอย่างเรา ก็พลอยได้รับแสงสว่างจากท่านไปด้วย น้อมกราบด้วยเศียรเกล้าครับ 6月12日 ครบรอบ 23 ปีวันที่ 10 มิถุนาที่ผ่านมา เป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 23 ที่ลืมตามาดูโลกในชาตินี้
ความรู้สึกในวันเกิดพอได้มาศึกษาธรรมะแล้ว มันต่างโดยสิ้นเชิงกับเมื่อตอนไม่ได้ศึกษาธรรมะ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน วันนี้ก็คงเป็นวันที่ได้เฮฮา รอคอยโทรศัพท์ และ SMS จากเพื่อนฝูง
นั่งตั้งตารอว่าจะได้ของขวัญอะไรบ้าง ใครจะมี surprise บ้าง
แต่เมื่อได้มาศึกษาธรรมะ จิตมันก็รู้จักที่จะมองโลกในอีกมุมนึง มองโลกตามความเป็นจริง
วันเกิด ไม่ใช่วันน่ายินดีอีกต่อไป การเกิดเต็มไปด้วยความทุกข์ทั้งต่อตัวเรา และบุคคลอื่น
ตอนเกิด เราก็ต้องทำให้แม่ทุกข์ทรมานอย่างยิ่งกว่าจะคลอดเราออกมาได้
เติบโตมา ท่านก็ต้องลำบาก เหนื่อยยาก เลี้ยงดูเรา
( น่าจะเปลี่ยนคำว่าวันเกิด เป็นวันบิดามารดาเนอะ )
เกิดมาแล้ว ก็ต้องมาเบียดเบียนคนอื่นไม่มากก็น้อย ด้วยกาย วาจา ใจ ที่ได้ครอบครองอยู่
คิดดูแล้วก็น่าเบื่อยิ่งนัก
.
.
.
ที่ผ่านมา เรามักจะผวาตลอดเวลา เหมือนจิตมันกลัวอะไรสักอย่าง
แต่บอกไม่ถูกว่าคืออะไร
ตอนเด็กๆจำได้ว่า จิตมันมักจะบอก และย้ำเตือนว่า เกิดมาชาตินี้ ต้องไปนิพพานให้ได้นะ
พอได้มาเดินบนหนทางนี้ จึงได้เข้าใจว่า อ๋อ ไอ้ที่เด็กๆมันผวาอย่างนั้นตลอดมา
เพราะจิตมันเร่งให้กลับไปปฏิบัติได้แล้ว อย่าไปหลงเพลินกับโลกมาก
ไม่งั้นขันธมารจะตามกลับมาทำให้ล่าช้าอีก
วันนี้ได้พบเจอหนทางแล้ว แม้ความทรงจำเก่าๆยังไม่กลับมา
แต่ก็เป็นที่มั่นใจว่า เส้นทางนี้แหล่ะ คือทางที่เราเลือกเดินมาหลายชาติแล้ว
ชาตินี้ก็จะขอเพียรให้ถึงทีสุด พาตัวไปให้ใกล้พระนิพพานให้มากที่สุด
ถ้าเป็นไปได้ ก็ขอให้เป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญในสังสารวัฏนี้แล้วกัน
ขอบพระคุณพ่อแม่ที่ให้กำเนิดผมมา
ขอบพระคุณทุกๆคนที่ให้ความอุปการะด้วยดีเสมอ
กราบพระรัตนตรัยด้วยเศียรเกล้า
ลูกจะไปให้ถึงฝั่งในเร็ววัน
และบอกทางให้คนที่ลูกรักได้เดินทางตามลูกไป
ไปด้วยกันนะครับ ^^
|
|
|