個人檔案เด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...相片部落格清單 工具 說明
7月28日

รับปริญญา

 
            ถึง...คุณพ่อ
 
                     เมื่อวันพุธที่ผ่านมาเป็นวันรับปริญญาของบอยแล้วนะครับคุณพ่อ
            บอยตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อลงไปทำผมข้างล่างคอนโดครับ พี่โบว์ก็ทำนะครับ
            กว่าจะได้ออกจากคอนโดก็เลยหกโมงแน่ะ  จะขับรถไปก็กลัวไม่มีที่จอด
            ก็เลยตัดสินใจนั่งแท็กซี่ไปกัน ก็เร็วดีนะครับ
                     ไปถึงช่างกล้องก็มารออยู่แล้ว ก็เลยได้ถ่ายรูปทันทีเลยคับ
            ก็เดินไปถ่ายที่ตึก ๖๐ ปี ระหว่างทาง น้องๆก็มาบูมกันเต็มเลย กว่าจะถึง
            ก็เลยหมดไปหลายซองอยู่ ^^   จากนั้นเมื่อเพื่อนๆมากันเยอะแล้ว
            ก็กลับมาถ่ายรูปที่ตึกภาคต่อครับ แล้วก็ซื้อข้าวกล่องทาน พอถึงเวลา
            สิบเอ็ดโมง ก็ขึ้นห้องไปรอเข้าแถว
                      พอสักเที่ยงก็ลงมาตั้งแถวกันครับ บอยเดินลงมาแถวแรกของ
            ปริญญาตรีเลยนะครับคุณพ่อ ช่างกล้องก็เลยตามมาถ่ายรูปง่าย           
            ตั้งแถวสักพัก ก็เดินไปอาคารจักรพันธ์  ระหว่างทางก็มีน้องๆปีหนึ่ง
            มายืนปรบมือให้คนที่ได้เกียรตินิยมด้วยนะครับ อยากให้คุณพ่อได้เห็นจังเลย
            พ่อจะได้ภูมิใจในตัวบอยคับ
                       เข้าห้องประชุมไปได้สักพัก ฝนก็ตกใหญ่เลย สมกับสัญลักษณ์
            ของมหาวิทยาลัยเกษตรเลยครับ  นั่งรอสักพัก ก็ได้เวลาขึ้นไปรับปริญญาแล้ว
            ตื่นเต้นเหมือนกัน แต่พอต้องขยับตัวจริงๆ ก็ดีขึ้นครับ พอขึ้นไปบนเวทีแล้วก็
            ไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ ก็เลยผ่านไปอย่างราบรื่น หลังจากนั้นก็นั่งรออย่างเดียวเลย
            พิธีก็เสร็จประมาณหกโมงครับ ก็กลับมาตึกภาค ก็เจอแม่ ปู่ อา แล้วก็พี่นั่งรออยู่
            ก็เลยได้ถ่ายรูปกันต่อ
                       อ้อ เตี๋ยวนะ กับอี้เจงก็มานะครับ น้องปอยก็ตามมาทีหลัง เลยได้ถ่ายรูป
            อีกเพียบเลยครับ หลังจากนั้นสักพัก เพื่อนที่สวนฯก็ทยอยตามมา ดีใจมากๆเลยคับพ่อ
            ทุกคนยังรักกันเหมือนเดิมเลย
                       ถ่ายรูปถึงประมาณหนึ่งทุ่มก็นั่งรถกลับ ไปทานอาหารร้านบ้านน้ำเคียงดิน
            แถวพุทธมณฑลสาย ๓ ครับ อาหารอร่อยมากเลยสั่งขาหมูเยอรมัน  แกงส้มชะอมไข่
            ปลาเก๋านึงซึอิ๊ว  ปู่ไข่หลน อิ่มมากเลยครับ  ได้ดูห่าน กับกระต่ายที่บอยชอบด้วย
            ถ้าคุณพ่ออยู่ก็คงดีนะครับ
                       คืนนั้นก็กลับถึงบ้านประมาณสี่ทุ่ม เหนื่อยมากๆเลยครับพ่อ บอยก็เลยหลับสนิท
            เลย วันต่อมาบอยก็เอารูปพ่อมาถ่ายคู่กับชุดครุย แล้วก็ปริญญาด้วยนะครับ พ่อจะได้ไม่
            น้อยหน้า แม่กับพี่ไง ^^
                        สุดท้ายนี้ ถึงแม้พ่อจะไม่มีโอกาสมางานรับปริญญาของบอย แต่บอยก็หวังว่า
            พ่อคงจะรับรู้ และภูมิใจในลูกคนนี้นะครับ บอยตั้งใจเรียนก็เพื่อพ่อและแม่ ต่อไปนี้บอยจะ
            ตั้งใจทำงาน ดูแลทุกคนเองครับ พ่อไม่ต้องห่วงนะ รวมทั้งจุดหมายสูงสุดในชีวิตบอยด้วย
            บอยก็จะตั้งใจทำอย่างเต็มที่ครับ พ่อคอยอนุโมทนากับบอยด้วยนะครับ
 
            รักพ่อที่สุดเลยครับ
            ลูกบอย
 
7月22日

My Rehearsal

 
เมื่อวานเป็นงานซ้อมใหญ่รับปริญญา
ไปแต่เช้าเลย เพื่อไปหาที่จอดรถ ก็มีที่จอดสมใจ
เลยมีที่เก็บดอกไม้ และของขวัญที่เพื่อนๆซื้อมาให้ ไม่งั้นแย่เลย
 
ขอบคุณทุกๆคนที่สละเวลามานะคับ
ขอบคุณสำหรับของขวัญด้วย ดีใจมากๆเลย
รูปก็ดูได้จากใน photo ด้านซ้ายมือนะ
 
ส่วนเรื่องเลี้ยง เนื่องจากออกมาจากหอประชุมเย็นมาก
ดังนั้นจะพาไปเลี้ยงวันหลังนะคับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ
อย่าลืมทวงล่ะ 55+
 
วันรับจริง ตรงกับวันพุธที่ 25 ใครว่างก็มากันก่อน 11 โมงนะคับ
จะได้มาถ่ายรูปกันอีก ของขวัญหรือดอกไม้ไม่ต้องก็ได้นะ
มาแสดงความยินดีก็พอแล้ว ไว้เจอกันคับ ^ ^
 
 
7月15日

ธรรมะ กับคนดี

 
ผมมักจะได้ยิน กัลยาณมิตร มาบ่นให้ฟังเสมอๆว่า
มีคนรอบข้างกล่าวว่าพวกเขาดังคำข้างล่างนี้
"ธรรมะไม่ได้ช่วยอะไรเลยหรือ ทำไมไม่เห็นเธอจะดีขึ้นเลย"
 
วันนี้จึงขอโอกาสอธิบาย เรื่องนี้ให้ฟัง หวังว่าจะเป็นประโยชน์
ทำให้เข้าใจผู้ที่ศึกษาธรรมะ และลดเวรกรรมจากการกล่าวว่าธรรมะ ซึ่งเป็นบาปหนักทีเดียว
แถมยังปิดกั้นตนเอง จากการได้ศึกษาธรรมะของพระพุทธองค์เสียอีก
 
ก่อนอื่น ผู้ที่สนใจธรรมะ หรือศึกษาธรรมนะนั้น อยากให้เข้าใจว่า
เขาก็เป็นปุถุชนเหมือนเรา ยังมีรัก โลภ โกรธ หลงอยู่เหมือนเราทุกอย่าง
ผู้ที่รู้ข้อธรรม ศึกษาธรรมะ ไม่ได้แปลว่า จะลดกิเลสได้เสมอไป เพราะมันเป็นเพียงภาคทฤษฏี
เช่น เราเรียนซ่อมรถ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะซ่อมรถได้ ถ้าไม่เคยลงมือซ่อมจริงๆ
จิตใจของคนนั้นก็เช่นกันยังไม่ได้รับการอบรมที่จะประหารกิเลส 
ดังนั้นเมื่อมีอะไรมากระทบ ก็ยังเกิดอารมณ์แบบโลกๆได้อยู่ดี 
การที่เราไปด่าว่าเขาแบบนั้น นอกจากจะทำลายกำลังใจของเขาแล้ว
บาปยังตกอยู่กับเรา ที่กล่าวหาธรรมะของพระพุทธองค์ว่าไม่จริง
เป็นการปิดกั้น โอกาสในการศึกษาของเราเอง
และเมื่อเราได้โอกาสศึกษา ก็จะมีคนมากล่าวว่าเราอย่างนี้เช่นกัน 
 
แล้วสำหรับผู้ที่ศึกษาธรรมะ แล้วลงมือปฏิบัติด้วยล่ะ คำกล่าวว่าดังกล่าว ยังสมควรใช้ไหม??
 
ผู้ที่จะอบรมจิตใจเพื่อจะประหารกิเลสได้นั้น ขอเรียกว่า "ผู้เจริญสติ"
การเจริญสติ ก็คือการฝึกสติ ให้มีความเท่าทันจิตใจตนเอง
รู้ว่าเมื่อใดเผลอ เมื่อใดโกรธ เมื่อใดโลภ เมื่อใดหลง
เมื่อรู้เท่าทันจิตใจตนเองบ่อยๆ กิเลสก็จะเริ่มย้อมใจได้น้อยลงๆ
กลายเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานอย่างแท้จริง
 
แต่ในระหว่างทางของการเจริญสติ และยังไม่ได้บรรลุธรรมนั้น
กิเลสทั้งหยาบและละเอียดก็ยังถูกปรุงขึ้นมาได้อยู่ดี 
และก็อาจทำอะไรผิดพลาดได้เหมือนคนทั่วๆไป
เพราะบางครั้ง กิเลสก็แรงมาก จนสติตามไม่ทัน
กิเลสเปรียบเสมือนไฟไหม้ป่า ไหม้จิตใจตนเอง
สติที่ยังฝึกมาไม่ดี ก็เปรียบเสมือนน้ำเพียงขันเดียว จะดับไฟทั้งป่าได้อย่างไร
 
เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว  อยากให้คำกล่าวว่า
"คนศึกษา และปฏิบัติธรรม ไม่เห็นจะดีขึ้นเลย"
ไม่ออกมาทางวจีกรรม ของผู้ที่ได้อ่านบทความนี้แล้วนะครับ
เพราะ บาปกรรมนั้นไม่ได้ตกอยู่ที่ใครเลย นอกจากตัวของผู้พูดเอง
 
และสำหรับผู้ที่ศึกษา และหัดเจริญสตินั้น ก็เป็นหน้าที่ของท่านด้วยเช่นกัน
ที่จะมีฉันทะ หมั่นสร้างความเพียร ไม่ใช่เป็นพระใบลานเปล่า ที่รู้แต่เพียงข้อธรรม
แต่ไม่เคยประจักษ์ด้วยใจจริงๆ เลย  ท่านต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง
แล้วคนข้างๆ ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในด้านจิตใจของท่านเองด้วยเช่นกัน
ข้อผิดพลาดที่ผ่านไป ถือเป็นอดีต สิ่งที่รู้ต้องอยู่กับปัจจุบัน
หมั่นสร้างเหตุไปด้วยกันนะครับ เพื่อผลจะได้ตามมา
 
สำหรับท่านที่สงสัยว่าที่ผมเขียนมานั้น จริงหรือเปล่า
ก็อยากให้ลองมาปฏิบัติเจริญสติกันดูนะครับ เพราะเป็นทางสายเอก
ที่จะดับทุกข์ได้ทันตาเห็นกันเลยทีเดียว _/|\_
 
สุดท้ายอยากฝากคำของท่าน "ปัญญาวโรภิกขุ" ที่กล่าวไว้อย่างสมบูรณ์ทีเดียวว่า
 
" การเจริญสติกับการเป็นคนดีเป็นคนละเรื่องกัน
ผู้กำลังเจริญสติอาจเป็นคนดีด้วย หรืออาจเป็นคนเลวในมุมมองของสังคม
(เพราะในขณะเจริญสติไม่มีคนดีคนเลว)
แต่เมื่อเจริญสติ (สติเป็นกุศล) ถึงจุดที่กุศลเริ่มมีมากพอ
ผู้เจริญสติอาจจะไม่ทันได้สังเกตด้วยซ้ำว่าเขาได้กลายเป็นคนดีไปแล้ว
แถมด้วยความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด "
 
 
7月7日

ประสบการณ์ภายใน

 
วันนี้ตื่นแต่เช้า เนื่องจากตื่นจนเคยแล้วถึงเวลาก็ตื่นเอง
ตอนสิบเอ็ดโมงก็ออกไปตัดผมที่เซ็นทรัลฯ
ระหว่างนั้นก็เจริญสติ ดูความคิดไปเรื่อยๆ เผลอบ้าง เพ่งบ้าง รู้บ้าง
ตัดผมเสร็จก็ไปเดิน B2S เพื่อหาหนังสือใหม่ๆอ่าน
 
ได้อ่านการ์ตูนเรื่องมิลินทปัญหา พอตอนสุดท้ายถึงตอนที่พระเจ้ามิลิน
ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ เนื่องจากหมดข้อสงสัยในศาสนานี้แล้ว
จากนั้นก็สละราชสมบัติ ให้ลูกชายขึ้นครองราชย์แทน
แล้วก็ออกผนวช ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนบรรลุอรหัตตผล
เข้าสู่แดนอมตธรรม ไร้ซึ่งทุกข์ทางใจอีกต่อไป
 
พออ่านจบตอนนี้ เกิดปิติ น้ำตาซึม ขนลุก จิตดิ่งลงสู่สมาธิ
ความสุขวาบขึ้นมาจากภายใน แม้จิตจะถอนออกมาจากสมาธิแล้ว
ความสุขก็ยังคงแผ่ซ่านอยู่ตลอดเวลา
ณ ขณะนั้นเอง ได้ละสายตาจากหนังสือ ขึ้นมองคนที่เดินไปมา
จิตไม่ไปเกาะเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นเลย เห็นเป็นแค่ภาพของความวุ่นวาย
เป็นเพียงรูปขันธ์ที่เดินไปเดินมา 
 
แม้กระทั่งผู้หญิงที่ปกติต้องเห็นว่าสวย
กลับเห็นเป็นเพียงกายที่ขยับได้  มีหนังเป็นที่สุดรอบ ปกคลุมสิ่งสกปรกไว้
ความคิดต่างๆที่เกิดขึ้นมา แค่เฝ้ามองมัน ก็ดับไปเอง อย่างสงบ
 
เป็นประสบการณ์ภายในที่น่าประทับใจมาก
แม้จะเป็นเพียงแค่ผลจากที่จิตดิ่งลงสู่สมาธิ แล้วถอนขึ้นมาก็ตาม
แต่ก็ได้อะไรหลายๆอย่างทีเดียว เข้าใจเลยว่าทำไมสมัยพุทธกาล
ถึงมีผู้บรรลุธรรมมากมายขณะฟังธรรม
 
ทำให้มั่นใจเป็นอย่างยิ่งในเส้นทางที่ดำเนินอยู่
เพราะแม้ขณะนี้ ความทุกข์ก็ลดลงไปอย่างมาก
การที่รู้เท่าทันจิตใจตนเองนั้น เป็นสิ่งที่ประเสริฐเป็นอย่างมาก
เมื่อเราไม่เห็นทุกข์ ทุกข์ก็เกาะกินจิตใจเรา
แต่เมื่อเราเห็นทุกข์ ทุกข์จะอยู่ได้อย่างไร
อยากไปจากสิ่งไหน ให้อยู่กับสิ่งนั้น คำคำนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งมาก
 
เส้นทางฆราวาสอย่างเราๆ ไม่สามารถปิดทวารต่างๆ
นั่งสมาธิภาวนาแล้วค่อยยกจิตขึ้นพิจารณาธรรมได้
ดังนั้นเราก็จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติธรรม ตามอายตนะ ๖ ดูผัสสะที่มากระทบ
แล้วสำรวจจิตใจตนเอง  เมื่อรู้เท่าทันตัวเองเมื่อไหร่ จิตใจก็จะค่อยๆตื่นขึ้นมาเอง
แล้วจะเข้าใจ และสำนึกในบุญคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งกว่าใดๆในโลก