Chawanop 的个人资料เด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...照片日志列表 工具 帮助

日志


9月29日

เล่าสู่กันฟังกับหนึ่งปีในหนทางธรรมะ


 จากความคิดตอนเด็กๆ ที่มักจะคิดเสมอๆว่า พอแก่ตัวลงจะไปบวช เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง
คิดอย่างนี้เสมอมา แต่กลับปล่อยตัวเองหลงไปกับกระแสของโลก ไม่เข้ามาศึกษาหนทางจริงๆสักที
 
จนช่วงประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา ที่ได้เข้ามาศึกษาหนทางปฏิบัติ
ล้มลุกคลุกคลานอยู่มากทีเดียว ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร เพื่อนในวัยเดียวกันที่สนใจด้านนี้ก็ไม่มี
ผ่านความท้อ ความทุกข์ใจ ต่างๆมาก็มาก
 
จนถึงวันนี้ แม้จะไม่ได้มีผลการปฏิบัติที่ดีเด่น ไม่ได้ทำสมาธิจนได้ฌาน
ไม่มีพลังการละเล่นทางจิตที่แหวกแนวพิสดารอะไร
แต่สิ่งที่ได้ก็คือ ได้เห็นโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น เห็นความไร้แก่นสารของโลกนี้
ได้รู้ ได้ศึกษา และเข้าใจ ถึงหนทางสายเอกที่พระพุทธเจ้าได้วางไว้ให้
 
สังสารวัฏนี้มันช่างน่ากลัวนัก แม้จะไม่ทราบเหตุผลว่าเรามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร กำเนิดมาจากไหน
แต่ที่แน่ๆ คือ ทุกข์นั้นมีอยู่จริง พอกันซะที กับการเวียนว่ายตายเกิด ต้นเหตุของทุกข์ทั้งปวง
 
การปฏิบัติธรรมที่หลายๆคนมองว่า เป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องของพระ หรือนักบวชเท่านั้น
ที่แท้แล้วก็คือ การเรียนรู้ กาย กับ ใจ ของเรา เรียนรู้มันตามความเป็นจริง โดยไม่แทรกแซง
โดยเครื่องมือที่ใช้นั้นเราเรียกมันว่า "สติ"
เมื่อใดที่เรามีสติ เราก็จะรู้ กาย กับ ใจ ของเราในขณะนั้นตามความเป็นจริง
แต่เมื่อใดที่ขาดสติ เราก็จะอยู่กับโลกของการปรุงแต่ง อันก่อให้เกิดทุกข์
 
วิธีง่ายๆ ที่อาจจะคิดไม่ถึงกันในการมีสติ คือ "ลมหายใจ"
เพียงฝึกที่จะสังเกตตัวเองว่าในขณะนั้น กำลังหายใจเข้า หรือหายใจออก
เราก็จะกลับมามีสติอยู่กับลมหายใจ เรื่องที่คิดปรุงแต่งก็จะดับลง หรือค่อยๆจางลงไป
ความสงบก็จะเริ่มเข้ามาแทนที่
ก็เรียนรู้ใจต่อไปว่า เมื่อกี้ไม่สงบ แต่ขณะนี้สงบแล้ว
เป็นการอยู่กับปัจจุบัน และเห็นความแปรปรวนในอาการของใจ

สักพัก เราก็จะลืมลมหายใจไป ไปอยู่กับสิ่งอื่นๆอีกครั้งหนึ่ง  ไปหลงคิด หลงไปกับสิ่งต่างๆ
แล้วสักพัก ก็จะนึกขึ้นได้ว่า เมื่อกี้หลงไป อันนี้ก็เป็นการเรียนรู้จิตอีกเช่นกัน ว่าเมื่อกี้หลง แต่ขณะนี้รู้สึกตัวแล้ว
ด้วยการเรียนรู้กาย และใจบ่อยๆ ซ้ำๆ จิตก็จะเริ่มฉลาด เห็นสิ่งต่างๆต้องแปรปรวนไป
บังคับให้อยู่กับลมตลอดก็ไม่ได้ บังคับไม่ให้เหม่อก็ไม่ได้ บังคับให้สงบก็ไม่ได้

จิตก็จะเริ่มปล่อยวางทั้งความสุข และความทุกข์ เป็นเพียงผู้สังเกตภาวะการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเท่านั้น
 
เมื่อหัดดูไปบ่อยๆเข้า ป้อนข้อมูลให้จิตซ้ำๆ จิตจะค่อยๆเลิกจากการเข้าไปยึด เข้าไปเกาะเกี่ยวสิ่งต่างๆ
ซึ่งถ้าใครเคยประจักษ์ภาวะทีจิตปล่อยวาง ไม่เกาะเกี่ยวกับสิ่งใดๆ แม้เพียงแวบเดียว
จะรู้ซึ้งเลยว่า มันเป็นความสุขที่ประณีต เป็นการปล่อยวางด้วยปัญญา ที่มีความสุขเหลือเกิน
 
จะเห็นว่าลมหายใจที่อยู่กับเรามาตลอดชีวิต สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยในการภาวนาได้อย่างดีเลยทีเดียว
เพียงหมั่นสังเกตตัวเองตามความเป็นจริง ว่าขณะนั้น หายใจ เข้า หรือออกอยู่
และความรู้สึกในใจขณะนั้น มีความสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ
จิตจะเริ่มคุ้นเคยในการระลึกรู้อยู่กับกาย และใจในปัจจุบัน
จะเห็นความไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนในกาย และจิตนี้ด้วยตนเอง
 
เหล่านี้คือประสบการณ์ในหนึ่งปีที่ผ่านมา ที่นำมาถ่ายทอด และบอกออกมาให้ฟัง
ขอให้ลองพิจารณาด้วยปัญญากันดูเถิด หนทางสายนี้ยังเปิดกว้างอยู่ รอเพียงผู้ที่จะก้าวเข้ามาเดินทางเท่านั้นเอง _/|\_
 
9月21日

คุยเล่นกับความทุกข์

 
 
บอย : โอ้ เจ้าความทุกข์เอ๋ย เราเกลียดเจ้าเหลือเกิน ทำไมเจ้าชอบเข้ามาในชีวิตเรานักนะ
ความทุกข์ : ทำไมท่านต้องเกลียดเราด้วยล่ะ
 
บอย : ถามแปลกๆ ใครจะไปชอบความทุกข์ได้ล่ะ ใครๆก็อยากมีความสุขกันทั้งนั้น
 
ความทุกข์ : เราเกิดขึ้นมาตอนไหน ตอนที่ท่านผิดหวังในเรื่องต่างๆน่ะหรือ
 
บอย : ใช่สิ พอเราผิดหวัง  เจ้าก็เข้ามา
 
ความทุกข์ : นั่นก็เพราะท่านคาดหวังไว้ก่อนไม่ใช่หรือ พอผิดหวัง เราก็เกิดขึ้น ท่านจะมาโทษเราได้อย่างไร
 
บอย : อืมม จริงของเจ้า แต่พอเจ้าเกิดขึ้นมา เราก็ไม่ชอบเจ้าอยู่ดีนั่นแหละ
 
ความทุกข์ : แล้วท่านทำอย่างไร
 
บอย : เราก็หาวิธี ขับไล่เจ้าออกไปจากจิตใจเรายังไงล่ะ
 
ความทุกข์ : แล้วที่ท่านหาวิธีขับไล่เราออกไป นั่นไม่เรียกว่าความทุกข์หรือ ท่านต้องวิ่งหาสิ่งต่างๆ เพื่อทำให้เราหายไป ท่านไม่เหนื่อยบ้างหรือ ท่านเพิ่มความทุกข์ให้ตัวเองทั้งนั้นเลย
 
บอย : เหนื่อยสิ บางคนต้องพึ่งเหล้า พึ่งยาเสพย์ติด พึ่งสิ่งต่างๆอีกมากมายเลย ทั้งหมดก็เพื่อขับไล่เจ้านั่นแหล่ะ เจ้าความทุกข์เอ๋ย 
 
บอย : แต่ว่าเราก็เริ่มเห็นด้วยกับเจ้าละ งั้นเราควรทำอย่างไรล่ะ
 
ความทุกข์ : ท่านลองคิดดูเถิด ว่ามีไหม ที่ท่านจะทุกข์ตลอดกาล ความทุกข์ในอดีต ตอนนี้ท่านก็ไม่ทุกข์แล้ว หรือว่ามันก็ลดน้อยลงแล้วไม่ใช่หรือ 
 
บอย : อืม ก็จริงนะ บางเรื่อง เรายังตลกตัวเองด้วยซ้ำ ว่าตอนนั้นทำไมต้องทุกข์ไปกับเจ้าขนาดนั้น
 
ความทุกข์ : แล้วความทุกข์ในปัจจุบันล่ะ ท่านลองดูเถิด ว่าแต่ละชั่วโมง นาที หรือวินาที มันก็ไม่คงที่ อยู่ที่ว่าท่านจะเพิ่มทุกข์ให้ตัวเองมากขนาดไหน
 
บอย : เจ้าหมายความว่า ถึงเราไม่ทำอะไร เจ้าก็พร้อมที่จะจากเราไปเองอยู่แล้ว ไม่ต้องไปพยายามขับไล่ ซึ่งมีแต่จะทำให้ตัวเองทุกข์มากขึ้นใช่ไหม
 
ความทุกข์ : ถูกแล้วท่าน ให้ความยุติธรรมกับเราบ้างเถิด เมื่อมีเหตุ เราก็เกิดขึ้นมา ถ้าท่านไม่เพิ่มเหตุ ไม่ทำให้ตัวเองทุกข์เพิ่ม ไม่ต้องพยายามขับไล่เรา เราก็พร้อมที่จะหายไปเองอยู่แล้ว
 
บอย : เราพอเข้าใจละ แต่ว่า ถ้าเราไม่อยากให้เจ้าเกิดขึ้นมาเลยล่ะ จะมีวิธีไหม
 
ความทุกข์ : (ยิ้ม) มีสิ เมื่อ 2500 ปีที่ผ่านมา มีเอกบุรุษท่านหนึ่ง ที่เข้าถึงสัจธรรม ลุถึงความจริงของธรรมชาติ ดับทุกข์ลงได้อย่างสิ้นเชิง หลังจากนั้นมาเราก็ไม่สามารถเกิดในจิตใจของท่านผู้นั้นได้อีกแล้ว
 
บอย : มีเพียงท่านผู้นั้นคนเดียวหรือ
 
ความทุกข์ : ไม่เลย ท่านได้เผยแพร่วิธีที่ท่านค้นพบ และมีผู้ปฏิบัติตาม เข้าถึงความดับทุกข์อย่างสิ้นเชิงแล้ว เป็นจำนวนมากทีเดียว
 
บอย : แล้วเราจะหาท่านผู้นั้นได้ที่ไหนล่ะ
 
ความทุกข์ : องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ปรินิพพานไปเสียแล้ว แต่ท่านได้กล่าวไว้ว่า ถ้าใครอยากพบท่าน ให้พึงเจริญในธรรม ทำในธรรม ให้เห็นแจ้งในธรรม ดังคำที่ว่า
"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต" 
 
ความทุกข์ : ท่านจงมีความเพียรเถิด แต่ในระหว่างทาง ท่านต้องอาศัยเรา ท่านต้องศึกษาเรา เพื่อให้เข้าใจความจริงของเรา ว่าเราเกิด แล้วก็ดับไปเอง ไม่สามารถควบคุม หรือบังคับได้ เมื่อใดที่จิตท่านยอมรับ  ท่านก็จะเข้าใจเอง แล้วเราก็จะจากท่านไปอย่างถาวร
 
บอย : เราจะไปให้ถึงวันนั้นแน่ๆ ขอบใจเจ้ามากความทุกข์เอ๋ย เราจะไม่เป็นศัตรูกับเจ้าอีกแล้ว....
 
             นานเท่าไหร่แล้ว กี่ชาติแล้ว ที่เราปฏิเสธ และหนีทุกข์มาโดยตลอด แต่เราก็ไม่เคยหนีมันได้จริง ไม่เคยสลัดความทุกข์ทิ้งไป ให้ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้อีก เรายังคงต้องเวียนว่าย อยู่ในวังวนนี้อยู่
             นั่นเพราะเราไม่เห็นความจริง ว่าทุกข์ก็ล้วนแต่เกิด แล้วดับ ไม่อยู่ภายใต้การบังคับของใคร ขอเพียงเราระลึกรู้ ดูจิตที่เกิดความทุกข์ เหมือนดูคนอื่นเป็นผู้ทุกข์ เราก็จะเห็นความจริง
             เปรียบเสมือนการเล่นละคร ถ้าเราเข้าไปเล่น ไปเป็นผู้ทุกข์เสียเอง เราก็จะไม่สามารถหลุดออกมาได้ แต่ถ้าเราเป็นเพียงผู้ชม เราก็จะเห็นทุกสิ่ง มันทำงานของมันไปตามธรรมชาติ แล้วเราก็จะเข้าใจธรรมชาติ
ไม่ไปเป็น "ทุกข์ กับ ความทุกข์ " อีกต่อไป ลองดูนะเพื่อนเอ๋ย อย่าพึ่งสรุปว่าทำไม่ได้  แล้วจะเห็น และเข้าใจเองว่า การลงทุนกับหนทางสายนี้ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต หรือกระทั่งในสังสารวัฏเลยทีเดียว
 
9月15日

ปาฏิหาริย์จากการเห็นความคิด

 
ใครจะไปคิดบ้าง ว่าสิ่งที่นำความทุกข์มาให้ตลอดชีวิตของเรา
มีจุดเริ่มต้นมาจากเจ้าความคิดนี่เอง
 
เราใช้ความคิด นำความสำเร็จทางด้านการศึกษา หรือหน้าที่การงานมาให้เรา
นั่นเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นการคิดด้วยปัญญา
 
แต่บ่อยครั้งเหลือเกินที่เราปล่อยให้ความคิดนำความทุกข์มาให้ไม่รู้จักจบสิ้น
เศร้า เพราะคิดถึงแฟนเก่า เศร้า เพราะคิดถึงอดีตอันขมขื่น
กลัว เพราะคิดกังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ฟุ้งซ่านเพราะคิดไม่มีระเบียบ
 
ความทุกข์ทุกชนิด ที่เจอๆกันอยู่ แล้วมักจะเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัส
ทำให้ต้องเสียน้ำตา กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หรือแม้กระทั่งฆ่าตัวตาย
จุดเริ่มต้นของมันคืออะไรเล่า ถ้าไม่ใช่ความคิด
 
เราลองมายอมรับความจริงกันดีไหม
ว่าบ่อยครั้ง ที่ความคิดมันเกิดขึ้นมาเองโดยเราไม่ได้เชื้อเชิญมัน
นำพาให้เราเข้าไปในความคิด ปรุงแต่งต่อไม่รู้จักจบสิ้น กลายเป็นทุกข์ในที่สุด
 
มันแสดงความจริงให้เห็นอยู่ตรงหน้า ว่าจิตมันทำงานได้เอง
ลองบังคับไม่ให้มันคิด ไม่ให้มันเหม่อสิ ว่าทำได้ไหม คนที่ลองทำส่วนใหญ่ต้องปวดหัวทุกราย
เพราะว่าเราบังคับมันไม่ได้ ยิ่งบังคับมันก็จะยิ่งดิ้น
 
แต่เจ้าความคิดที่เราไม่ได้จงใจคิดนั้น แม้จะเป็นศัตรูที่ไร้เทียมทานมาตลอดชีวิตของเรา
แต่เราก็มีเพื่อนที่รักเรา และพร้อมจะช่วยเราทุกเมื่ออยู่ คือ "สติ"
 
ขอเพียงเรามีสติอยู่ ขณะที่ความคิดเกิดขึ้นมา เราจะรู้ทันมันอย่างเป็นกลาง
หากเราเห็นว่ามันเป็นความคิดไร้สาระ ที่ถ้าเราเข้าไปร่วมผสมโรง เล่นละครกับมัน เข้าไปช่วยมันคิด
มันจะต้องนำความทุกข์มาให้เราแน่ๆ เราก็สามารถวางมันลงได้อย่างง่ายดาย
 
แต่ถ้าสติยังไม่เข้มแข็ง หรือเรื่องที่คิดนั้น มันรุนแรงมาก เช่น อกหัก รักคุด ไม่สมหวัง
ขณะที่มันคิดขึ้นมา อารมณ์เศร้าย่อมตามมาอย่างรุนแรง เป็นเรื่องธรรมดา
แต่สิ่งที่เราทำมาตลอดชีวิต คือไปช่วยมันคิด ทำไมเขาต้องทิ้งเรา ทำไมเขาไม่ทำอย่างนั้น
ทำไมเขาไม่ทำอย่างนี้ แล้วก็ทุกข์ซ้อนทุกข์ ไปเรื่อยๆ ไม่มีใครช่วยได้เลย
 
ขอเพียงเรามีสติรู้ว่า เจ้าความคิดมันกำลังมาเล่นงานเราอีกแล้ว
เราก็จะไม่ไปช่วยมันคิดต่อ แม้อารมณ์เศร้าได้เกิดขึ้นมาแล้ว แต่มันก็จะจางหายลงไปเอง
 
ถ้าใครได้เคยสัมผัสประสบการณ์เช่นนี้ เขาก็จะรู้ซึ้งถึงใจเลยว่า
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นมานั้น  มันไม่จีรัง ขอเพียงไม่สร้างเหตุเพิ่มให้มัน มันก็พร้อมที่จะหายไปเองอยู่แล้ว
ไม่ต้องพยายามหนี ไม่ต้องพยายามหาอะไร มาเพื่อแก้ไขมันเลย
ขอเพียงดูอยู่อย่างเป็นกลาง ไม่เข้าไปช่วยคิด ซ้ำเติมให้ตัวเองทุกข์เพิ่ม แค่นั้นเอง
 
แล้วคุณจะมีศรัทธาในคำสอนขององค์ปฐมศาสดา และพระอริยเจ้าทั้งหลาย ผู้สอนวิธีดับทุกข์ให้อย่างสิ้นเชิง
มาเถิดเพื่อน มาหมั่นเจริญสติ สร้างกำลังให้เพื่อนรักกล้าแข็งพอ
ที่จะช่วยกำจัดทุกข์อันเกิดจากความคิด ออกไปจากเราทุกคน
 
ป.ล.  ขอบคุณเธอผู้เป็นกัลยาณมิตร ที่ชี้นำ แสดงความจริงของสัจธรรม
ขอให้เราทั้งสองเจริญในธรรมกันตลอดไปเทอญ