Chawanop 的个人资料เด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...照片日志列表 工具 帮助

日志


9月23日

วันที่สองของการภาวนาที่สวนสันติธรรม

วันที่สอง เสาร์ ที่ 20 กันยายน

จาก ตอนที่แล้ว ที่บอกว่าจะตื่นสักตีห้า พอถึงตีห้ามันก็ตื่นจริงๆครับ แต่จำได้ว่า ปวดตัวมากๆ ไม่ได้ปวดแค่ขา แต่ปวดทั้งตัวเลย ก็เลยลุกไม่ไหว นอนต่ออีกสักหน่อย  รู้ตัวอีกทีก็คือตอนหกโมงแล้ว ก็เลยรีบอาบน้ำ เตรียมตัว ตอนหกโมงสี่สิบห้า ก็รีบเอาป้ายชื่อไปวางไว้แถวหน้า เนื่องจากวันนี้เป็นวันเสาร์ ก็เจอญาติธรรมเยอะทีเดียว เดินไปข้างหน้าก็เจอพี่ไก่ก่อนเลย  พอ วางจองที่เสร็จ ก็รีบกลับเข้าไปข้างในบริเวณที่พักผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อจะเดินจงกรม พี่แนนก็เดินสวนออกมาพอดี แล้วก็บอกว่าจองที่ไว้ให้แล้วนะ  สรุปว่าเราไปจองซ้ำซ้อน  ถามพี่แนนว่าตื่นกี่โมง พี่แนนบอกตี 3  โอ้วว ฟังแล้วอายเลย

ด้วยความรู้สึกผิด ก็เลยฝากพี่แนนไปเก็บป้ายชื่อที่เราวางจองไว้ให้หน่อย ส่วนเราก็เดินจงกรมประมาณสิบห้านาที แล้วก็ออกไปนั่งที่ศาลา

สัก พักหลวงพ่อก็ออกมา เรานั่งอยู่หน้าสุดเลย พร้อมกับไมค์ที่วางอยู่ข้างหน้า ซึ่งจะต้องส่งการบ้านเป็นคนแรก นั่งไปเกร็งไป คอยลุ้นว่าหลวงพ่อจะเรียกให้ส่งการบ้านเมื่อไหร่  จิตมันกระสับกระส่ายมากๆ

เกือบๆแปดโมง หลวงพ่อก็เรียกให้ส่งการบ้าน เราก็หยิบไมค์ขึ้นมา แล้วก็รายงานหลวงพ่อไป

บอย: นมัสการครับหลวงพ่อ นั่งข้างหน้าก็ตื่นเต้นมากๆครับ

 

หลวงพ่อ: อืมม แล้วไง

 

บอย: เมื่อวานอยู่วัดก็เดินจงกรม สลับกับนั่งสมาธิครับ

 

หลวงพ่อ: นอนมั่งไหม

 

บอย: นอนครับ ( หัวเราะกันทั้งศาลาเลย )

 

หลวงพ่อ: เห็น ไหมบอกไม่หมด แล้วยืนบ้างรึเปล่า ยืน เดิน นั่ง นอน ต้องรู้ อิริยาบถนะ คือการปฏิบัติ ต้องรู้ ไม่ใช่เฉพาะเดินจงกรม นั่งสมาธิ เป็นการปฏิบัติ ในความเป็นจริงแล้ว การปฏิบัติธรรม เราปฏิบัติกันที่ใจ ส่วนยืน เดิน นั่ง นอน เป็นอิริยาบถเท่านั้นเอง งั้นทุก ๆ อิริยาบถ ถ้าเรามีสติ มีใจตั้งมั่น เห็นความจริงของรูปของนาม ทุก ๆ อิริยาบถนั้นกำลังปฏิบัติอยู่ แม้กระทั่งนอนนะ หลวงพ่อก็เคยนอนนะ ตอนอยู่สวนโพธิ์ วันนึงปี 46 มั้ง สอนโยมเสร็จนะ เบื้อเบื่อ หมดเรี่ยวหมดแรงเลย โยมมายุ่งกะเรามาก สมัยโน้น เราก็เร่งความเพียรของเรา ตอนบ่าย ๆ นอน นอนเล่น ๆ น่ะ นอนเล่น ๆ นอนเล่น ๆ ก็รู้ตัวของมันเรื่อย ๆ บางทีก็นั่งเล่น ๆ นั่งกอดเข่า ยังเคยเลยนะ นั่งกอดเข่า รู้ของเราไปเรื่อย ๆ จริง ๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่อิริยาบถหรอก อิริยาบถเป็นตัวสนับสนุน เป็นวิหารธรรมชนิดนึงเท่านั้นเอง เราควรรู้ อิริยาบถสี่ เห็นร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน ถ้ารู้ไม่เป็นก็จะไปเพ่งร่างกาย เช่นนั่งอยู่ก็จะเห็นร่างกายหายใจเข้า หายใจออก ไปเพ่งลมหายใจ นั่งแล้วก็ไปเพ่งท้องพองยุบ เดินจงกรมก็ไปเพ่งที่เท้า ยกเท้า ย่างเท้า บางคนพอรู้อิริยาบถสี่ เพ่งมันทั้งตัวเลย เอาใจเหมือนเอามาไว้ข้างบนนะ แล้วเหมือนมองลงมาข้างล่าง คุมร่างกายไว้ จะกระดุก กระดิก รู้ตัวตลอดเวลา ไม่เผลอเลยสักนิดเดียว จำไว้นะ ถ้าภาวนา แล้วไม่ขาดสติ สักนิดเดียว จำไว้นะ ต้องเพ่งแน่นอน เพราะจิตที่มีสติ ซ้ำซากได้อยู่ที่เดียว อย่างนั้นมีอยู่ชนิดเดียว เรียกว่า ฌานจิต จิตที่เพ่ง ลำพังจิตของพวกเรานี่เรียกว่า กามาวจรจิต กามาวจร จิตที่มันสัญจรไปในกาม กามคืออะไร รูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ รวมทั้งกามธรรม คือกามในใจ การคิดถึง รูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะเนี่ย งั้นใจของเราจะหมุนไปเรื่อยนะ ไม่หยุดคงที่หรอก แล้วมีสติรู้ทัน จิตใจที่มันเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงทำงานไปเรื่อย ในทุก ๆ อิริยาบท หรือคนไหนรู้ลมหายใจ คนไหนจะฝึกกรรมฐานอะไร ใช้หลักเดียวกันแหล่ะ คือไม่ว่าจะทำกรรมฐานอะไรนะ ขาดสติแล้วใช้ไม่ได้ ถ้ามีสติ แต่ขาดสัมมาสมาธินะ ก็เป็นสมถะ ถ้ามีสติ มีสัมมาสมาธิ เกิดปัญญา มีปัญญา เห็นความจริง คือเห็นไตรลักษณ์ของกายของใจ ถ้ามีสติก็มีปัญญา เห็นไตรลักษณ์ของกายของใจ นั่นคือวิปัสสนา งั้นเราค่อย ๆ สังเกตใจเรา ใจเรามีสามแบบนะ หลงไปเลย ขาดสติ ขาดปัญญา อันที่สองมีสตินะ แต่ไม่เห็นไตรลักษณ์ ได้แต่สมถะ อันที่สามมีสติ แล้วก็มีปัญญา เห็นไตรลักษณ์ คือเห็นวิปัสสนา จะยืน เดิน นั่ง นอนก็ต้องมีสตินะ ทุกๆอิริยาบถ

ฝึกไป ที่ฝึกอยู่ใช้ได้ละ ดีละ ดูไปเรื่อย ๆ นะ

 

ตอน แรกว่าจะส่งการบ้านเยอะแยะเลย แต่พอหลวงพ่อบอกว่า ที่ฝึกอยู่ใช้ได้แล้ว ก็เลยคิดว่าคงไม่มีอะไรต้องส่งละ ก็เลยส่งไมค์ต่อให้พี่แนน ระหว่างที่ส่งไมค์ไป หลวงพ่อก็เมตตาย้ำอีกครั้งว่า

 

หลวงพ่อ : บอย ดีละ ดูไปเรื่อย ๆ

 

ได้ ยินคำนี้ จิตมันดีใจมากๆครับ เหมือนกับว่าเราหลงทางอยู่ในสังสารวัฏมาช้านาน เดินอยู่ท่ามกลางความมืดมิด หันไปทางไหน ก็เจอแต่คนที่ไม่รู้เหมือนๆกัน เต็มไปด้วยคำถามในชีวิต เราเกิดมาทำไม ทำไมถึงเกิดมาได้ ตัวเรามาจากไหน แล้วตายแล้วจะไปไหน มีทางไม่ต้องเกิดไหม นี่ฝันหรือความจริง ฯลฯ  แต่พอมาเจอหลวงพ่อ ได้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า มันก็เหมือนชีวิตเราค่อยๆมีแสงสว่างส่องเข้ามาทีละน้อยๆ   จน หลวงพ่อย้ำว่า ที่ฝึกอยู่มันตรงทางแล้ว ก็ทำให้ความมืดบอดในชีวิต หายไปเยอะขึ้นครับ แม้หนทางที่กำลังก้าวไปจะยาวแค่ไหนนั้นไม่ทราบ แต่ถ้าเดินได้ตรงทาง ก็มั่นใจว่าต้องถึงในสักวันหนึ่งแน่นอน  กราบขอบพระคุณในความเมตตาของหลวงพ่อมากๆครับ

หลัง จากได้ส่งการบ้านแล้ว จิตใจก็ผ่อนคลาย แต่คงเพลินไปหน่อย มีจังหวะนึงที่หลวงพ่อกวาดสายตาไล่ไปจากเรา ไปพี่แนน ไปพี่ชมพู แล้วก็พี่อาร์ท จิตมันสะดุ้งขึ้นมาเลยครับ รู้ตัวว่าเมื่อกี้เผลอไป  แต่ตอนหลวงพ่อมองมานี่ รู้สึกว่าหลวงพ่อมองทะลุเข้าไปถึงทุกอย่างในจิตใจเราได้หมดเลย ^^’ ซึ่งก็คงเป็นเช่นนั้นจริงๆ

หลวงพ่อเทศน์เสร็จ ก็เดินไปทักทายหลายๆคน พี่ป้อม น้องภูมิ พี่แต้ว พี่ช่อ หมอเกด ฯลฯ  การมาวัดวันเสาร์ก็ดีอย่างนี้เอง คือเจอญาติธรรมเยอะมากๆ รู้สึกอบอุ่นดีจังครับ

พอพี่ๆน้องๆกลับบ้านหมดแล้ว ก็ได้เวลาเร่งความเพียรกันต่อ  ก็ คล้ายๆวันแรกครับ คือนั่งสมาธิ สลับกับเดินจงกรมไปเรื่อยๆ แต่นัดกับพี่แนนไว้ว่าตอนหนึ่งทุ่ม จะมาเร่งความเพียรพร้อมกันที่ข้างในศาลา

มี ช่วงนึงที่เป็นประสบการณ์ที่ดีครับ เนื่องจากทางเดินจงกรมหน้ากุฏิ มันสั้นไป ไม่ถูกกับจริตของเรา เราก็เลยหนีไปเดินตรงที่ใช้สำหรับทานข้าวครับ ระหว่างเดินไป พอจิตมันเข้าที่เข้าทาง มันก็ตั้งมั่นมากๆ สติผูกอยู่กับกายอย่างแจ่มชัด จังหวะเดิน ก้าว หรือตอนกลับตัว มันมีสติที่ชัดเจนมาก ถ้าความคิดอะไรจรเข้ามา มันก็ทำหน้าที่รู้ และตัดความคิดทิ้งไปเอง อย่างเป็นธรรมชาติ  ทำให้นึกถึงคำที่พี่ตุลย์เคยสอนว่า

“ เมื่อมีสติอยู่กับสัมผัสกระทบตามจริง เมื่อนั้นจินตนาการจะหายไป “

มัน เป็นเช่นนั้นจริงๆเลยครับ ถ้าเราอยู่กับปัจจุบัน กับสิ่งที่เป็นสภาวธรรมตรงหน้า จินตนาการ หรือความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ ก็จะถูกแทนที่ด้วยสติรู้ตามจริงเองครับ

เดินด้วยภาวะอย่างนั้นอยู่สักพักนึง ก็ไปอาบน้ำ เพื่อไปเดินจงกรมที่ศาลาต่อตอนหนึ่งทุ่ม

พอหนึ่งทุ่มก็เดินไปรับพี่แนน แล้วก็ไปที่ศาลาครับ  ข้างในศาลาไฟมืดมากๆ เหมาะกับการเร่งความเพียรดีทีเดียว ก็เหมือนเดิม คือเดินจงกรม สลับกับนั่งสมาธิ  ส่วน พี่แนนเดินอย่างเดียวเลย ระหว่างเดิน ก็เห็นจิตหลายๆแบบครับ มองไปเจอคนนั่งอยู่บ้าง เจอคนเดินไปเดินมาบ้าง ซึ่งก็คงเป็นอุปาทานที่คิดไปเอง เลยไม่อยากไปสนใจ

ภาวนา กันประมาณสองชั่วโมงครึ่งครับ ถึงประมาณสามทุ่มครึ่ง ก็แยกย้ายกลับกุฏิ เพื่อพักผ่อนครับ วันรุ่งขึ้น คือวันอาทิตย์หลวงพ่อจะไปเทศน์ที่ศาลาลุงชิน ทำให้ไม่มีการฟังธรรมที่ศาลา และส่งการบ้าน นับว่าน่าเสียดายเหมือนกัน แต่ก็ไม่เป็นไร เท่านี้ก็เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากๆช่วงนึงในสังสารวัฏนี้แล้วครับ

สำหรับวันนี้คงขอจบลงเท่านี้ ไว้จะเล่าถึงวันอาทิตย์ให้ฟังคร่าวๆนะครับ เพราะอยู่แค่ครึ่งวัน ก็เดินทางกลับแล้ว

อนุโมทนากับทุกคนครับ

 

9月22日

วันแรกของการภาวนาที่สวนสันติธรรม

สามวันที่สวนสันติธรรม

วันแรก ศุกร์ ที่ 19 กันยายน

ตื่นขึ้นมาตอนตีสี่ด้วยความงัวเงีย และจิตที่มีโมหะเยอะมาก เพราะก่อนนอนมีเรื่องวุ่นวายนิดหน่อย พอได้สติ ก็รีบไปอาบน้ำ เตรียมตัว เพราะพี่แนนโทรมาบอกว่ามาถึงแล้ว  อาบน้ำเสร็จออกมาพี่แนนก็โทรมาพอดี ^^ ก็เลยรีบเตรียมของ แล้วก็ขับรถลงไปรับพี่แนนตอนตีห้า

ระหว่างทางก็ตื่นเต้น และดีใจ ไม่คิดว่าจะมีโอกาสดีๆเช่นนี้เลย เข้าใจคำว่า ธรรมะจัดสรรจริงๆ

ใช้เวลาเดินทางสองชั่วโมง ก็ถึงสวนสันติธรรมตอนเจ็ดโมงเช้าพอดี มีรถจอดอยู่พอสมควร และคนก็ประมาณครึ่งศาลา ก็วานพี่แนนไปจองที่ให้หน่อย เราก็รีบไปล้างหน้าล้างตา  แล้วก็เข้าไปนั่งสงบจิตใจรอหลวงพ่อ

อยู่ในศาลาทีไร จิตไม่เคยสงบนิ่งเลย ตื่นเต้นมากๆ บางทีก็เข้าไปกดมัน บางทีดูมันเฉยๆ มันก็สลายไป แต่พอตรึกใหม่ มันก็ตื่นเต้นใหม่ บังคับอะไรไม่ได้จริงเลย

สักพักหลวงพ่อก็มา แล้วก็เทศน์ถึงตอนแปดโมง  ตอนแรกว่าจะออกไปทานอาหารรวมกับคนอื่นข้างนอกก่อน แต่พอดีแม่ชีนุชเรียกให้มาทานในศาลาเลย ก็เลยเดินไปเอาปิ่นโต แล้วก็มารอตักอาหารต่อจากครูบา และก็ทานในศาลา  พอทานเสร็จก็รีบเอาของไปไว้ที่กุฏิ เราอยู่กุฏิ 3  พี่แนนอยู่ กุฏิ 4

เก็บของเสร็จก็มานั่งฟังหลวงพ่อต่อ  ตอนแรกว่าจะไม่ส่งการบ้านละ เพราะยังไงๆ วันพรุ่งนี้ก็ได้สิทธิ์ส่งการบ้านก่อน  แต่นั่งๆฟังไปเกิดสงสัยสภาวะบางอย่าง ก็เลยยกมือขอส่งการบ้าน  แล้วหลวงพ่อก็เรียก ^^

บอย : นมัสการครับหลวงพ่อ หลวงพ่อครับบางทีจิตมันถอยออกมาดูกายได้เองน่ะครับ ทั้งๆที่ไม่ได้ทำสมถะมาน่ะครับ

หลวงพ่อ : นั่นแหล่ะ ดีแล้ว

บอย : อย่างนี้มันถูกใช่ไหมครับ

หลวงพ่อ : ถูก แต่ตอนนี้ไม่ถูกละ

บอย : ตอนนี้มันซึม แล้วก็กดๆมันด้วยใช่ไหมครับ

หลวงพ่อ : ใช่ ซึมไปละ อย่างตะกี้มันหลุดออกมา ใช้ได้ แต่ว่าหลุดออกมาก็ช่างนะ ไม่หลุดก็ช่าง หลุดออกมาก็รู้ ไม่หลุดก็รู้

บอย : แล้วอย่างนี้ผมควรเดินในแนวสมถยานิก หรือวิปัสสนายานิกครับ

หลวงพ่อ : ของคุณน่ะเดิมมันทำสมถะมา คุณก็ทำความสงบบ้าง แล้วก็รู้ร่างกายที่เคลื่อนไหว เอากายมาช่วยนะ ถ้าทำสมถะมากๆทิ้งกายไม่ได้ ทำสมถะแล้วมาดูจิตมันจะหาความสุขอย่างเดียวเลย

บอย : แล้วที่ทำอยู่ใช้ได้ไหมครับหลวงพ่อ

หลวงพ่อ : เอ้อ พอได้อยู่

ก็ได้ทราบแนวทาง และก็เข้าใจสภาวจิตของตัวเองมากขึ้น  รู้ว่าควรดำเนินต่อไปยังไงดี จากนั้นก็นั่งฟังหลวงพ่อเทศน์จนถึงสิบโมงก็เลิก พอทักทายญาติธรรมนิดหน่อย ก็เข้าไปกุฏิ ไปทำความสะอาด และก็ไหว้พระพุทธรูปในห้อง อธิษฐานจิตขอทำความเพียรให้เต็มที่สมดังที่ตั้งใจไว้แต่แรก

ทำความสะอาดเสร็จก็ออกมาเดินจงกรมสักพัก ก็ถึงเวลาทานข้าว เพราะกะว่าจะถือศีล 8 ก็เลยเอาข้าวไปทานที่แถวๆศาลา ทานเสร็จก็กลับมาที่กุฏิ

จากนั้นก็มานั่งสมาธิสลับกับเดินจงกรมจนถึงประมาณบ่ายสาม ก็เริ่มเมื่อย เข้าไปในกุฏิกะว่านอนพักสักหน่อย ตอนกลางคืนจะได้มีแรงทำความเพียรต่อ  กะจะนอนสักประมาณสามสิบนาที  แต่แปลกมาก พอล้มตัวลงนอน ก็จะมีแมลงวันมาบินข้างๆหู  ไม่รู้ว่าเข้ามาได้ยังไง ทั้งๆที่มีมุ้งลวด  นอนยังไง มันก็มาบินหึ่งๆข้างหู ก็เลยประชด ลุกขึ้นมานั่งสมาธิต่อซะเลย พอนั่งสมาธิ มันกลับไม่มาบินหึ่งๆ  ก็ไม่อยากคิดมาก ดีละไหนๆก็ไหนๆ ไม่นอนดีกว่า ทำความเพียรต่อเลย

นั่งสมาธิสักพัก ก็ออกมาอ่านหนังสือของหลวงพ่อ แล้วก็ไปเดินพักผ่อนจิตใจหน่อยนึง  รอบๆกุฏิจะเป็นสวนหย่อม มีดอกไม้ และต้นไม้เขียวชอุ่มมากๆ และอีกด้านนึงเป็นภูเขา ทิวทัศน์สวยมาก  ถ้าคนมาอยู่ภาวนาที่นี่ แล้วไม่ตั้งใจจริง ก็จะเผลอเพลินไปเลยทีเดียว เดินไปเรื่อยๆก็จะเจอผีเสื้อบินไปบินมา ผีเสื้อที่นี่สีสวยแบบที่หาไม่ได้ในข้างนอก และมักจะมีเป็นคู่ บินเคียงข้างกันไป   เห็นแล้วก็ตรึกนึกขึ้นมาว่า สัตว์ที่ได้มาเกิด หรือมาอยู่อาศัยในวัด ก็ทำบุญมาดีระดับนึงเหมือนกัน จึงได้อยู่ในเขตที่เป็นอภัยทานเช่นนี้ ถ้าอยู่ข้างนอกคงจะมีอันตรายเต็มไปหมด

เมื่อจิตใจเริ่มสงบแล้ว ก็เดินจงกรมต่อ จนถึงช่วงที่แดดร้อน ก็หลบมานั่งสมาธิ พอตอนเย็นๆแดดร่ม ก็ออกไปเดินใหม่ ระหว่างเดินจงกรม จะมีช่วงที่สติตั้งมั่น และมีสัมมาสมาธิ  ก็เกิดความรู้ความเห็น และความเข้าใจว่า จริงๆร่างกายนี้มันไม่ใช่เรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ที่เกิดคำว่าตัวเราขึ้นเพราะว่าหลงไปคิดเอา  เมื่อไหร่ที่มีสติไปรู้ว่าจิตหลงไปคิด กายนี้จะเปลี่ยนสถานะจากตัวเรา มาเป็นแค่ของๆเรา เหมือนเราเฝ้าดูมันเดินไปอยู่เบื้องหลัง ดูหุ่นตัวนึง มันทำหน้าที่ของมันไปเรื่อยๆ

เมื่อจิตแยกออกมาเป็นผู้ดูกายอยู่ห่างๆ ก็จะพบและเข้าใจคำว่า แยกรูป แยกนาม ที่เป็นต้นทางของวิปัสสนา เพราะสิ่งที่เรียกว่าตัวเรามาแต่ไหนแต่ไร มันได้แตกกระจายออก แยกออกมาเป็นรูปกับนาม แต่ละส่วนก็ทำหน้าที่ของมันไปอย่างซื่อสัตย์ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกัน หรือยุ่งเกี่ยวกระทบกระทั่งกัน  กายก็ทำหน้าที่เดินไป จิตก็ทำหน้าที่ของมัน บางขณะก็มีสติ บางขณะก็หลงไป เห็นถึงความไม่มีตัวเราอย่างชัดเจน

ตอนนั้น ความรู้ความเห็นชนิดนี้ มันเข้าถึงใจเลยทีเดียว และพบว่าธรรมะเป็นของลึกซึ้งมาก ถ้าไม่พบหรือเข้าใจด้วยตัวเองจากการภาวนา จะไม่มีทางเข้าใจได้เลย  แต่น่าแปลกที่พอมาเขียนบรรยายแบบนี้ มันกลับรู้สึกว่ามันตื้นๆ ไม่ถึงใจเหมือนตอนประจักษ์ด้วยตัวเอง

การเดินจงกรมในวันนั้น ก็ดูแบบนี้ไปเรื่อยๆ คือกายอยู่ส่วนนึง จิตอยู่ส่วนนึง บางทีก็แยกกัน บางทีก็รวมกัน เฝ้ารู้ เฝ้าดูไปเรื่อยๆ เดินถึงประมาณหนึ่งทุ่มก็ไปอาบน้ำ อ้อ ตอนหกโมงถึงหนึ่งทุ่ม จะเริ่มมองอะไรไม่เห็น ทำให้ได้ประสบการณ์อีกแบบ เพราะจิตจะชอบร่างภาพอะไรต่างๆออกมา ทำให้ได้เห็นจิตเยอะขึ้น  

อาบน้ำเสร็จ ก็มานั่งสมาธิ กับเดินจงกรมต่อ จนถึงประมาณสามทุ่ม ร่างกายก็เริ่มไม่ไหวแล้ว ปวดขามากๆ ก็เลยเข้านอน โดยตั้งใจไว้ว่าจะตื่นสักตีห้า เพื่อมาเดินจงกรมต่อ ให้พร้อมสำหรับการส่งการบ้านหลวงพ่อในวันรุ่งขึ้น

ไว้มาติดตามอ่านเรื่องราวของวันที่สองกันนะครับ

9月18日

แวะมาส่งข่าว

 
ไม่มีอะไรครับ ^^
แค่จะแวะมาบอกว่า ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด
วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์นี้ จะไปอยู่ภาวนาที่สวนสันติธรรมละค้าบ
ตอนนี้กำลังพยายามเคลียร์งาน ให้เสร็จโดยไว
 
ไว้กลับมาแล้ว จะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังใหม่นะครับ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
 
ธรรมรักษาทุกคนนะครับ