| Chawanop's profileเด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...PhotosBlogLists | Help |
|
December 06 รำลึกถึงพ่อธรรมดาคนชอบเขียนอย่างผม น่าจะต้องเขียนถึงคุณพ่อ ในวาระที่เมื่อวานเป็นวันพ่อนั่นเอง แต่เนื่องจากเมื่อวานมีธุระยุ่งทั้งวัน ก็เลยไม่ได้โอกาสได้มาเขียนให้อ่านกัน วันนี้ตื่นแต่เช้า เพื่อรอไปทำบุญให้พ่อ จึงถือโอกาสนี้เขียนเล่าเรื่องให้อ่านกันนะครับ
หลายๆคน อาจจะทราบอยู่แล้ว ว่าคุณพ่อของผม ได้จากไปเกือบสองปีแล้วด้วยโรคมะเร็งปอด ผมยังจำได้แม่นถึงช่วงเวลานั้น ตอนนั้นผมพึ่งขึ้นปี 4 ใหม่ๆ ผมโดนผึ้งต่อย และแพ้พิษผึ้ง จึงต้องไปนอนโรงพยาบาล พ่อได้ไปเฝ้าผม และถือโอกาสตรวจร่างกายด้วยเลย
ตอนนั้นผมกำลังนอนอยู่บนเตียงอย่างอารมณ์ดี เพราะจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่โลกนี้มักไม่มีอะไรแน่นอน ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ได้เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล พ่อผมได้เดินเข้ามาในห้อง แววตาที่พ่อมองผมเต็มไปด้วยอารมณ์หลายๆอย่าง ทั้งรัก ทั้งห่วง และเศร้าจับใจ ผมรู้ได้ทันทีว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน แต่ผมไม่สามารถเอ่ยปากถามออกไปได้
เรามองตากันอยู่สักพัก เวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน ในที่สุดพ่อก็ค่อยๆเอ่ยปากบอกผม ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป แววตาพ่อกลับเข้มแข็งอย่างประหลาด ตรงกันข้าม ที่เมื่อผมได้ยินคำว่า “พ่อเป็นมะเร็งนะลูก” ความคิดนับพันวิ่งผ่านไปในหัวผมในช่วงเวลาไม่กี่วินาที ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นควรพูดอะไรดี นอกจากบอกว่า “ไม่ต้องห่วงนะครับ ป๊าต้องหายแน่นอน” ตอนนั้นผมหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะพ่อผมตรวจร่างกายทุกปี มะเร็งที่พ่อเป็น น่าจะเป็นแค่ระยะแรกๆ แต่เพื่อความแน่ใจ ผมแต่งตัวและบอกพ่อว่าจะออกไปเดินเล่นแปบนึง
แต่สิ่งที่ผมมุ่งหน้าไป คือไปหาพยาบาลที่พาคุณพ่อไปตรวจร่างกาย ผมถามพยาบาลตามตรงว่า คุณพ่อผมมีโอกาสหายไหม เป็นมะเร็งขั้นที่เท่าไหร่ คำตอบที่ได้รับ ทำให้โลกของผมกลายเป็นสีเทาในทันที “ทำใจดีๆนะคะ คุณพ่อของหนูเป็นมะเร็งขั้นที่ 3 มะเร็งได้ลามไปที่ปอดทั้งสองข้าง ทำให้ไม่สามารถผ่าตัดได้ หมอคาดว่าคงอยู่ได้อีกไม่เกิน 3 เดือนค่ะ”
น้ำตาผมไม่ได้ไหลออกมา เนื่องเพราะผมมักจะควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์แบบนี้ได้เก่งมาแต่เด็ก แต่ข้างในใจผมมันกลับไม่เป็นเช่นนั้น น้ำทุกหยดในร่างกายได้กลั่นเป็นน้ำตา และไหลอยู่ภายใน……..
เพื่อนที่สนิทกับผม จะจำกันได้ขึ้นใจว่า สิ่งที่ผมคอยบอกมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม คือให้ตั้งใจเรียน มีหน้าที่การงานดีๆ เพื่อที่จะได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ได้ ให้ท่านได้ชื่นใจ และรู้สึกดีใจ ภูมิใจ ที่มีเราเป็นลูก
ผมช่างประมาทยิ่งนัก ผมคิดว่ายังมีเวลาอีกเยอะ ผมจึงไม่ค่อยได้แสดงความรักต่อพ่อของผมมากนัก นอกจากนำรางวัลต่างๆ ผลการเรียนที่ดี และคำชมของบุคคลรอบข้าง มาให้พ่อได้ชื่นใจ หลายๆคนบอกผมว่า ผมเป็นลูกที่ดี และทำให้พ่อภูมิใจในตัวผมมากแล้ว แต่ผมรู้ตัวเองดีว่าผมช่างเป็นลูกที่ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ
กลับมาหลังจากที่ผมทราบข่าวจากพยาบาล ผมตัดสินใจไม่บอกพ่อ ว่าเป็นมะเร็งระยะที่เท่าไหร่ เพราะผมรู้ว่าตอนนั้นพ่อตัดสินใจที่จะสู้กับมันอย่างเต็มที่ และผมก็คิดไม่ผิดจริงๆ พ่อผมบอกว่า “ไม่เป็นไร มะเร็งก็แค่ทำให้พ่อเจ็บร่างกาย แต่ใจพ่อไม่ยอมแพ้มัน พ่อจะอยู่ไปให้ถึงอย่างน้อยที่สุด ก็ตอนบอยรับปริญญา” พ่อของผมช่างเข้มแข็งยิ่งนัก ถ้าผมได้ความเข้มแข็งมาจากพ่อสักครึ่งนึงก็คงดี…..
หลังจากนั้นมา ช่วงชีวิตปี 4 ของผม จึงเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างลำบากพอสมควร ผมไม่สามารถไปเข้าเรียนได้ตามปกติ เพราะต้องคอยเฝ้าพ่อ และพาพ่อไปฉายแสง และทำคลีโม ทุกๆครั้งที่ผมต้องพาพ่อไปรักษานั้น ผมทรมานใจเหลือเกิน เพราะผลข้างเคียงของยา ทำให้พ่อผมซูบผอม และอาเจียนตลอด ตอนนั้นผมคิดเสมอๆว่า ถ้าเลือกได้ อยากให้เป็นผมมากกว่า และอยากให้พ่อหายดี แต่มันก็เป็นแค่ความฝัน
ช่วงนั้น ผมต้องทำโปรเจ็คจบ และเนื่องจากโครงการที่ผมและเพื่อนๆส่งประกวดได้เข้ารอบสุดท้ายด้วย ผมไม่สามารถทิ้งงานและไปดูแลพ่ออย่างเดียวได้ แต่การแบ่งเวลาก็ยากเสียเหลือเกิน ผมเหนื่อย และท้อในหลายๆครั้ง แต่ทุกครั้งผมก็นึกถึงพ่อ และคิดว่า ผมต้องนำเกียรตินิยม พร้อมกับรางวัลต่างๆ มาให้พ่อได้ชื่นใจให้ได้
แต่แน่นอน ผมไม่สามารถให้ความชื่นใจแก่พอเฉพาะในทางโลกเท่านั้น ผมต้องให้สิ่งที่พ่อสามารถนำติดตัวไปได้ด้วย นั่นคือบุญกุศลนั่นเอง ทุกครั้งที่ผมนั่งเฝ้าพ่อ ผมจะเปิดเสียงเทศน์ให้พ่อฟัง และผมก็จะนั่งฟังด้วย พ่อจะได้รู้สึกว่ามีผมอยู่ใกล้ๆ และมันก็ช่วยพ่อได้มากทีเดียว แม้กระทั่งในวาระสุดท้าย..
พ่อผมมักจะยิ้มเสมอๆ เวลาเห็นหน้าผม แม่ และพี่ รวมทั้งเวลามีคนมาเยี่ยม ทุกๆคนมักจะชมว่าพ่อกำลังใจดีมาก แต่วันที่พ่อยิ้มอย่างดีใจจริงๆ ผมจำได้แม่น คือวันที่ผมเดินไปบอกพ่อว่า “ผมได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งมาให้พ่อนะครับ” แม้ตอนนั้นผมจะยังเรียนไม่จบ แต่เกรดก็เกินมาพอสมควรแล้ว ผมจึงมั่นใจ และกล้าบอกพ่อ เพื่อให้พ่อดีใจ ส่วนอีกครั้งหนึ่งที่พ่อผมยิ้มอย่างดีใจ คือ วันที่ผมได้ลงหนังสือ และออกทีวี เนื่องจากผมได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการที่ส่งประกวดนั่นเอง ต้องขอบคุณไก่และนิค ที่ร่วมกันอดหลับอดนอนทำด้วยกันมา
หลังจากนั้นเวลามีคนมาเยี่ยม พ่อก็มักจะอวดทุกๆคนว่า ผมได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และก็มักจะบอกให้หยิบหนังสือที่มีรูปผมลง ไปให้ทุกๆคนดู รวมทั้งพยาบาลที่มาดูแลพ่อด้วย แต่ผมไม่ค่อยอยากให้พ่ออวดเลย เพราะรูปผมที่ลงหนังสือพิมพ์ มันดูไม่หล่อเอาซะเลย ^^ แต่ยังไงก็ตาม ผมก็ดีใจที่อย่างน้อย ก็ช่วยให้พ่อมีความสุขได้ แม้จะเล็กๆน้อยๆ
แต่เวลาแห่งความสุขมักจะไม่นาน ยิ่งนานวันไป อาการของพ่อผมก็เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ พ่อไม่สามารถเดินได้แล้ว ต้องนอนอยู่บนเตียงอย่างเดียว เพราะแขนขาไม่มีแรง แต่ที่ทำให้ผมสะเทือนใจกว่านั้นคือความทรงจำของพ่อเริ่มมีปัญหาด้วย มีวันนึงผมได้ไปนอนเฝ้าพ่อ แล้วก็คุยกับพ่อ แต่วันรุ่งขึ้นผมต้องกลับมากรุงเทพเพื่อสอบวิชานึง ผมจำได้ว่าผมสอบเสร็จ แม่รีบโทรมาหาผม บอกให้กลับบ้านด่วน เพราะว่าพ่อเรียกหาแต่ผม บอกว่าผมไม่ได้ไปเยี่ยมพ่อเป็นสัปดาห์แล้ว ทั้งๆที่ผมพึ่งอยู่กับพ่อเมื่อวานนั้นเอง หลังจากเหตุการณ์นั้นมา ผมจึงไม่อยากอยู่ห่างจากพ่ออีกเลย
ผมหวังมาตลอดว่าขอให้พ่ออยู่จนถึงวันที่ผมรับปริญญา แต่โลกมันก็มักจะไม่เป็นอย่างที่ต้องการ วันที่พ่อผมจากไปได้มาถึง วันนั้นผมกลับมากรุงเทพอีกเช่นกัน ผมพึ่งทานข้าวกลางวันเสร็จ โทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น เป็นอาผมนั่นเองที่โทรมา ผมรับโทรศัพท์พร้อมกับภาวนาว่าอย่าให้เป็นแบบที่ผมคิดเลย แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร อาบอกผมว่าพ่อผมเสียแล้ว ให้รีบกลับบ้านทันที ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่บอก สิ่งที่ทำคือ เดินไปเก็บของ ไปที่รถ และขับรถไปเพื่อกลับบ้าน คิดอะไรมากกว่านั้นไม่ออกจริงๆ โชคดีที่เอ และไก่ อาสามาส่งผมที่บ้าน ถ้าวันนั้นผมขับรถเอง จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกัน
ไม่กี่ชั่วโมงผมก็ถึงบ้าน และได้ไปกราบที่เท้าของพ่อ น่าแปลกที่น้ำตาผมไม่ไหล คงเพราะผมต้องปลอบทุกๆคน ผมยังจำได้ว่าก่อนหน้าที่พ่อผมจะเสียไม่กี่วัน พ่อบอกผมว่า “ป๊ารักบอย พี่โบว์ แล้วก็แม่มากนะ ป๊าฝากบอยดูแลทุกๆคนแทนป๊าด้วย ป๊าเชื่อว่าบอยทำได้” นี่คงเป็นเหตุผลที่ผมต้องเข้มแข็ง และเป็นผู้ใหญ่ให้ทุกๆคนพึ่งพาได้
งานศพของพ่อ มีคนมาเยอะเหลือเกิน จนที่นั่งไม่พอ ทุกๆคนมักจะเดินมาบอกแม่ของผมว่า ถ้ามีอะไรให้ช่วยให้บอกได้เต็มที่เลย เพราะว่าพ่อของผมได้ช่วยเหลือทุกๆคนไว้เยอะมากนั่นเอง
ผมพึ่งเข้าใจถึงสิ่งที่พ่อผมสอนมาตลอดว่าให้มีน้ำใจ และช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่ช่วยได้ ไม่ต้องหวังอะไรตอบแทน เพราะเมื่อถึงเวลา ความดีที่เราทำ มันก็จะส่งผลออกมาเอง มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะทุกคนที่มางาน มาด้วยความรัก ด้วยความเคารพ และด้วยความซึ้งใจอย่างแท้จริง
ผมได้ตัดสินใจที่จะบวชให้พ่อ เพื่อให้บุญกุศล ส่งให้พ่อของผมได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ซึ่งผมก็มั่นใจ ว่าต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน
ในวันงานวันสุดท้าย คนเยอะกว่าทุกๆวัน ผมซึ้งในน้ำใจของเพื่อนๆทั้งตอนมัธยม และมหาวิทยาลัย ที่ไม่ว่าจะอยู่ไกล แต่ก็นั่งรถทัวร์ และขับรถมากัน เพื่อมาช่วยงาน ต้องขอขอบคุณทุกคนจริงๆ
ในที่สุดงานศพของพ่อผมก็ผ่านไปด้วยดี แต่ความรู้สึกผมตอนนั้น คือผมกำลังเริ่มชีวิตใหม่ ชีวิตที่ไม่มีพ่อให้ผมคอยปรึกษาแล้ว ชีวิตที่ผมต้องเป็นผู้นำครอบครัวแทนพ่อ และทำทุกๆอย่างเพื่อให้แม่และพี่ได้อยู่อย่างสบายที่สุด
จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ได้ผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้ว ผมไม่รู้ว่าผมทำหน้าที่ ที่ตั้งใจไว้ได้ดีแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่าพ่อกำลังเฝ้ามองผมอยู่ และให้กำลังใจผมอยู่เสมอๆ ผมจะเข้มแข็ง และก้าวผ่านทุกๆปัญหาไปให้ได้
ขอบคุณทุกๆคนที่อ่านมาจนจบนะครับ อยากให้ทุกๆคน ให้ความสำคัญกับคุณพ่อของทุกคนมากๆนะครับ ทำทุกวันให้ดีที่สุด ให้ท่านได้ภูมิใจ และดีใจที่มีเราเป็นลูก
สุขสันต์วันพ่อย้อนหลังครับ Comments (3)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://dekchaiboy.spaces.live.com/blog/cns!F22C4782F1B533B8!2853.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|