February 02
" เก็บไว้ในความทรงจำ 14 ก.พ. 46 "
ถ้าเห็นชื่อหัวข้อ อาจจะนึกว่าเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ ^^ ไม่ใช่นะครับ
วันนี้ผมนึกครึ้มอะไรไม่รู้ ลองเอา e-mail ตัวเอง ไป search ใน google ก็นั่งๆดูไป
ไปสะดุดเวบนึง เขียนว่าโต๊ะสวนฯ ผมเริ่มสงสัยว่า ผมไม่เคยไปโพสท์อะไรไว้เลยนี่นา
จึงได้ลองเข้าไปดู
กระทู้นี้ เป็นกระทู้ที่ขอให้ช่วยกันโพสท์ บทความดีๆที่เกี่ยวกับสวนฯกุหลาบหน่อย
ผมค่อยๆเลื่อนลงไป แล้วก็เข้าใจว่า ทำไมชื่อ และ e-mail ของผม จึงไปโผล่ในที่นี้
ผมหลับตาลง......... ภาพเก่าๆ ค่อยๆย้อนกลับมาหาผม เมื่อผมค่อยๆไล่อ่าน เรื่องราวที่ผมเคยแต่งไว้
แต่งไว้ ณ วันที่ ผมจะได้ใช้ SK 121 เป็นวันสุดท้าย เพราะหลังจากวันนั้น ผมจะกลายเป็นศิษย์เก่า
เป็น OSK แทนแล้ว
ครั้งนั้น ผมแต่งเสร็จ แล้วก็ส่งให้เพื่อนสนิทๆได้อ่านกันในเมล์ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ
ไม่นึกว่าจะมีการ forward ต่อ และมีคนที่ชอบเก็บเอาไว้อ่าน และนำมาโพสท์ไว้
บทความชิ้นนี้ คงหายไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของผมแล้ว
รู้สึกดีเหมือนกัน ที่วันนี้ได้มาเจอบทความอันนี้อีก ขอนำมาเก็บไว้ที่นี่เลยแล้วกันนะครับ ^^
|
" เก็บไว้ในความทรงจำ 14 ก.พ. 46 "
ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะผมอยากให้มันเป็นเครื่องช่วยเตือนค่ำคืนของวันที่ 14 ผมอยากให้ทุกคน หาสิ่งเตือนค่ำคืนนี้ไว้กับตัวเองเช่นกัน เพราะมันเป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิตของทุกคน --------------------------------------------------------------------------------------- มิตรภาพมันเกิดตอนไหน ? ท้องฟ้าตอนเช้าค่อนข้างมืดครึ้ม ฝนตกปรอยๆ เหมือนกับฟ้าจะร่วมในพิธีของเรา วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้ใช้ sk 121 แล้วสินะ เพราะเราจะกลายเป็น osk 121 แล้ว เริ่มด้วยตอนเช้าก็มีการฝากความทรงจำไว้ภายใต้เสื้อนักเรียนสวนกุหลาบ แล้วก็เริ่มการสอบกัน การสอบดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
11.35 แล้ว พิธีจากเหย้าของเราชาวม.6 กำลังจะเริ่มขึ้น
13.00 มีการรวมตัวกันที่สนามฟุตบอลเพื่อสักการะกล่าวลา รัชกาลที่ 5 และพ่อปู่ จากนั้นก็เป็นการเดินไปขึ้นหอประชุม มีการยืนปรบมือลาของน้องๆ ม.1 ตลอดทาง
14.00 กิจกรรมบนหอประชุมได้เริ่มขึ้น มีกิจกรรมมากมาย อาทิ สู่อ้อมอกพี่ การมอบเกียรติบัตรแก่สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ การแสดงของอาจารย์ การแนะนำกรรมการรุ่น ก็สามารถจะทำให้มีความรื่นเริงกันพอสมควร มีการเปิดสไลด์ชีวิตชาวสวน บรรเลงพร้อมกับเพลงที่มีเนื้อสุดฮิตอย่าง ยามค่ำ ย่ำสนธยา ... ตอนนี้อาจจะเศร้าบ้าง แต่ก็ไม่ทำให้ผมร้องไห้ได้หรอก นอกจากนี้ยังมีการสักการะพ่อปู่ มีพิธีกราบลาอาจารย์ แล้วก็จะร้องเพลงเดิมในตอนจบของพิธี
จากนั้นทุกๆคนก็ลงไปข้างล่าง เซ็นเสื้อกันต่อ แล้วเข้าไปในงานเพื่อทานอาหาร และร่วมสนุกกัน การรับประทานอาหารดำเนินไปอย่างสนุกสนาน แม้ว่าอาหารจะหมดเร็วเหลือเกินก็ตาม แต่ก็ไม่ค่อยมีใครอยู่ประจำโต๊ะหรอก เพราะต่างก็เดินถ่ายรูป หาเพื่อน เพื่อเก็บเกี่ยวความทรงจำในวันนี้ไว้กันให้มากที่สุด
เมื่อรับประทานอาหารและสนุกกันสักพักนึงแล้ว อาจารย์ก็ดำเนินพิธีต่อ มีการแจกเทียน แล้วจุดกัน จากนั้นก็มีการร้องเพลงต่างๆ สุดท้ายก็เป็นเพลงเดิม เพลงที่สามารถทำให้ทุกคนเศร้าได้เสมอ ถึงตอนนี้หลายๆคนเริ่มร้องไห้กันแล้ว แต่ไม่ใช่ผม ถึงจะเศร้าๆบ้างก็ตามที่ต้องจากโรงเรียนที่มีความทรงจำถึง 6 ปีไปก็ตาม ตอนจบก็เป็นการบูมสวนฯ แล้วก็มีอาหารมาให้รับประทานกันต่อ ตอนนี้คงไม่มีใครกินลงกันมากนัก เพราะเห็นหลายคนร้องไห้ มันก็เลยซึ้งตามไปด้วย แม้ว่าดนตรีจะเป็นเพลงร็อคก็ตาม
หลังจากทานอาหารเพิ่มเติมกันเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มเป็นการกล่าวลาสวมกอดกันอย่างลูกผู้ชาย หลายๆคนน้ำตาเริ่มไหลกันมากแล้วในตอนนี้ แต่ไม่ใช่ผมแน่นอน เพื่อนๆหลายๆคนที่ร้องไห้เริ่มมาสวมกอดผมพร้อมกับกล่าวว่า “ มึงอย่าลืมกูนะ มึงอย่าทิ้งกูนะ” คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3... น้ำตามันไหลลงมาตอนไหนนะ คนที่เข้มแข็งมากๆอย่างผม คนที่เกิดมาเคยเสียน้ำตานับครั้งได้ คนที่ไม่เคยคิดว่างานนี้จะสามารถเรียกน้ำตาผมได้ แล้วน้ำตาที่อาบตรงแก้ม และตาของผมมันมาจากไหนกัน คำพูดที่ผมไม่เคยคิดจะพูดเริ่มหลั่งไหลออกมาจากปากของผม เพื่อนที่ไม่ค่อยจะเจอหน้ากันนัก พูดคุยกันนับครั้งได้ กลับมีความห่วงหาเกิดขึ้นอย่างประหลาด ผมกลัว กลัวจะไม่ได้เห็นหน้าทุกคนอีก กลัวว่าเวลาที่ดำเนินไป เวลาที่เป็นตัวพรากพวกเราไป จะทำให้พวกเขาลืมชื่อผม ลืมหน้าผม แล้วเมื่อโชคชะตาดำเนินให้เจอกันอีกครั้งทุกคนจะไม่สามารถจำกันได้ น้ำตาผมยิ่งไหล แม้ว่าจะกลั้นมันแล้วก็ตาม “มึงอย่าร้องกันดิวะ ไอ้เหี้ยเอ้ย “ ผมเริ่มเกลียดเวลา เวลาที่กำลังยิ้มอยู่ กำลังดีใจที่สามารถพรากพวกเราจากกันได้ แต่พลันนั้นเอง ผมก็คิดขึ้นมาได้ และผมก็ขอบคุณเวลาในอีกมุมหนึ่ง คือเวลาที่มอบคนรอบข้างที่อยู่กับผมตอนนี้มาให้ผม ได้มอบความทรงจำในคืนนี้มาให้ผม ได้มอบมิตรภาพที่ผมไม่เคยรู้เลยว่ามันเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่ตอนนี้มันเปี่ยมล้นอยู่ในตัวผม ความรักที่ผมมีให้เพื่อนก็เช่นกัน เมื่อมันมามันไม่เคยบอก แต่มันได้แสดงออกมาแล้ว ว่ามันอยู่ภายในตัวผม ผมจ้องหน้าเพื่อนๆทุกคน คนแล้วคนเล่า มองไปข้างหน้า แล้วมองไปบนฟ้า ทำไมน่ะหรือ เพราะผมจะจำหน้าทุกคนไว้ จำทุกสิ่งทุกอย่างของทุกคน จำท้องฟ้าที่มีเมฆสีดำ ดวงจันทร์เต็มดวง ตึกยาวที่อยู่เบื้องหน้าผม ผมจะจำทุกสิ่งทุกอย่างในคืนนี้ ในเวลานี้ไว้ทุกส่วน จำไว้ด้วยหัวใจเพื่อผมจะได้ไม่ลืมคืนนี้ เพราะไม่ว่ายังไงหัวใจจะต้องอยู่กับผมไปชั่วชีวิต โชคดีนะทุกคน ขอให้เจอเส้นทางที่ตัวเองรัก เมื่อพบแล้วขอให้นึกถึงเพื่อนคนนี้บ้าง จะจำทุกคนตลอดไป สัญญา ……
“จากคนละฟ้า จากคนละแผ่นดิน กลับมาโบยบินข้ามไปสุดฟ้าจนได้พบกัน อาจเป็นเพียงลม ที่พาเราพบพาน ให้เราได้รักกัน และให้ฉัน ต้องฝืนใจลา อาจเป็นเพราะรักที่ผ่านมากับลม ผ่านมาเชยชม เพียงแผ่วพริ้วแล้วมันก็จางไป เก็บความทรงจำ เก็บงำในหัวใจ อยู่เพียงเดียวดายในเมื่อรักจากไปพร้อมสายลม เมื่อเป็นความรัก ที่ไม่อาจเผยใจ เก็บมันเอาไว้ เก็บมันเอาไว้ ไม่อาจยอมให้เธอรู้ เมื่อใดที่ลมพัด ให้ผ่านมาหน่อยได้ไหม อยากให้คืนวันที่ดีเหล่านั้นได้หวนมา เมื่อใดที่ลมหวน ที่เธอจะกลับมาหา เฝ้ารอเวลาที่ลมแห่งรักจะพัดพา มาอีกครั้ง…………….”
|
ยังคงรัก และคิดถึงเพื่อนๆ SK121 ทุกคนครับ ;-)