February 28
จากวันนั้น จนวันนี้
* ช่วงต้นเป็นประสบการณ์ส่วนตน ถือซะว่าเป็นเรื่องเล่านะครับ
จากวันนั้นมาวันนี้ ไม่ง่ายเลย ที่จะมาอยู่ตรงจุดนี้อีกครั้ง
นับแต่ชาตินั้น ได้เห็นโทษภัยของการเกิด จึงได้ออกบวชเพื่อแสวงหาธรรม
อนิจจา บารมียังน้อย จึงยังมิสามารถเข้าใจธรรมได้ แต่อย่างน้อยก็ได้ตายในผ้าเหลือง
มาชาตินี้ จึงอยากไปนิพพานตั้งแต่เด็ก ด้วยสัญญาที่ติดมาจากชาตินั้นนั่นเอง
แต่ว่าเรื่องไม่ง่ายอย่างที่คิด ถึงมีความอยากไปนิพพาน แต่ก็ไม่รู้ทางปฏิบัติ
ได้แต่หลงโลกมาเรื่อยๆ จนอายุ 20 กว่าปี สัญญาเก่าจึงเร่งกลับมาเตือนอีกครั้ง
ว่าอย่าประมาท อาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้ และคงเป็นช่วงที่บุญส่งผลพอดี จึงได้ค่อยๆกลับเข้ามาศึกษา
แม้แรกๆ จะไปเส้นทางอ้อมบ้าง แต่พอมีความรู้ความเข้าใจแล้ว บุญก็ได้พามาพบพระผู้รู้
ได้ศึกษาสติปัฏฐาน หนทางเอกไปสู่ความหลุดพ้น ได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ ที่ฉลาดในการสั่งสอนสภาวะทางจิต
ได้พบกัลยาณมิตรที่เป็นกำลังใจให้เรื่อยมา
ณ วันนี้ แม้หลายๆคน จะเห็นผมตั้งหน้าตั้งตาทำงานทางโลก นั่นไม่ได้หมายความว่าผมทิ้งเป้าหมายที่จะไปนิพพานนะครับ
แต่ด้วยภาระหน้าที่ และยุคสมัย ที่ยังไม่เอื้อให้ผมสละโลก ผมจึงต้องทำหน้าที่ที่มีให้ดีที่สุดเช่นกัน
และครูบาอาจารย์ ก็เน้นย้ำเสมอว่า มรรคผล ไม่ได้เป็นของห้ามสำหรับฆราวาส เป็นของสากล
ถ้าดำเนินจิตได้ถูกต้อง ความทุกข์ก็หายไปได้ การเข้าใจธรรมก็เป็นไปได้ ขอให้มีความเพียรอย่างต่อเนื่องแล้วกัน
อีกทั้งปณิธานที่ผมมี ที่คิดจะพาหลายๆคนไปด้วย ( ไม่ถึงขั้นโพธิสัตว์นะครับ บารมียังอีกไกล )
ก็ต้องทำให้ผมไปถึงเป้าหมายช้าลงไปบ้าง แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจไว้นานแล้ว ว่าอย่างน้อย คนที่มีบุญคุณกับผม
คนที่ผมรัก ผมจะต้องทำให้อย่างน้อย พวกเขาได้รู้จักเส้นทางนี้ แม้อาจจะยังไม่ออกก้าวเดิน แต่ขอให้ผมได้ทำหน้าที่ชี้ ว่ามีทางนี้อยู่บนโลก
ทางที่มีทุกข์ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์ ทางอันประเสริฐแท้
เด็กๆผมเป็นคนที่อัตตาแรง เนื่องจากทำอะไรก็มักจะประสบความสำเร็จ
ปัญหาอะไรก็แก้ได้หมด ทั้งเรื่องการเรียน การแข่งขัน ก็ได้รับรางวัลเสมอมา
คำแนะนำต่างๆ ก็มีให้เพื่อนได้ เพื่อนๆให้ความไว้วางใจ เชื่อถือ ให้เป็นผู้นำ ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี
แต่สิ่งที่มันเติบโตขึ้นมาในใจผมด้วยเช่นกัน ก็คือความยึดถือในตัวตน ว่าเราเก่ง เราดีกว่าคนอื่น
แม้จะไม่ได้แสดงออกมา แต่มันก็ฝังอยู่ในใจลึกๆ ซึ่งผมไม่เคยรู้สึกตัวเลย จนกระทั่งได้มาภาวนา มาเรียนรู้จิตใจตนเอง
ถ้าผมไม่ได้เข้ามาภาวนา ด้วยความสำเร็จที่ยังตามมาเรื่อยๆ ปัจจุบันคงเป็นอีกคนนึงที่ไม่ใช่ผม
คนที่อวดดี หยิ่งผยอง ว่าข้าดี ข้าแน่ และยึดถือว่าเราถูกต้องเสมอ
หลายๆคน ถามผมว่า ทำไมผมต้องใช้ชื่อว่า เด็กชายบอย นั่นเป็นเพราะผมต้องการย้ำเตือนกับตัวเอง
ย้ำเตือนว่า เราไม่ได้เก่ง ไม่ได้ดีอะไร ให้ทำตนเสมือนเป็นเด็กชายคนนึง ที่ต้องมีความเคารพ ให้เกียรติผู้อื่น
ไม่อวดตน แต่ต้องมีความอ้อมน้อม ชื่อนี้ จึงใช้เตือนใจผมเสมอมา
ผมกราบขอบพระคุณทุกๆท่านด้วยใจจริง ที่มีส่วนช่วยให้ผม ได้พัฒนาจิตใจ พัฒนาตนเองขึ้นมา
ถ้าไม่มีทุกๆท่าน โดยเฉพาะ หลวงพ่อปราโมทย์ และพี่ตุลย์ จิตใจผมคงจะหยาบกระด้าง
ไม่ใช่จิตใจอย่างทุกวันนี้ ( ไม่ได้แปลว่าตอนนี้ดีนะครับ แค่พอรู้บ้างว่าอะไรผิด อะไรถูก และทำเช่นไร จึงจะทุกข์น้อยลง )
คำสอนที่พี่ตุลย์บอกผมเมื่อเร็วๆนี้ ยังคงก้องดัง เตือนใจผม
" ...อย่างที่พี่บอกเราน่ะ พี่เห็นเราแค่ที่ครั้งสุดท้าย แค่นั้นก็รู้สึกว่ามันดีขึ้นเยอะแล้ว ถ้าเอาตามของพี่เนี่ย
พี่ว่ามันอยู่ในจุดที่มันเป็นไปได้ที่สุดสำหรับเรา ณ เวลานี้แล้ว ขั้นต่อไป เราก็ดูก็แล้วกันว่าเวลาที่มันเคลิ้มๆแล้วสบาย มันรู้สึกไม่เหมือนเก่าน่ะ
เราจะรู้สึกเหมือนได้จิตใหม่มา จิตแบบใหม่ จากเดิมที่มันหนักๆ มันฟุ้งๆอยู่ตลอด นี่มันเหมือนกับคล้ายๆมันมีความสุขเพลินๆ อยู่เกือบตลอด
อย่างเนี้ยนะ เราก็ดูอาการเคลิ้มต่อไป ตอนที่เคลิ้มเนี่ย มันจะมีความเพลิดเพลินยินดีไป
แล้วหลวงพ่อมักจะแนะนำผมเรื่องว่ามันมีจิตผู้รู้ออกมาบางคราวครับ
มันแวบเดียว คือมันไม่ได้อยู่นาน คือพอมันเกิดขึ้นแปบนึงแล้วเราก็เหมือนกับมีความพอใจกับความเพลิน ความเพลิน ความสบาย
ลองสังเกตดู เพราะงั้นพี่ถึงบอกไง ว่าให้ดูตัวเพลิน ดูตัวความสบาย ดูจนกว่าจะเห็นว่ามันเป็นแค่อะไรอย่างหนึ่ง ที่มันปรากฏอยู่ในระหว่างของจิต
กับกาย แล้วเดี๋ยวเราจะตื่นขึ้น
คือจากเดิมนี่ พี่ว่าอย่างบอยนี่ จริงๆนะ ถ้าไม่มีเครื่องทุ่นแรงนะมันหลายปี กว่าที่จะดูได้ถึงขนาดนี้ นี่มันมีเครื่องทุ่นแรงเยอะ
เราทำบุญเยอะ อะไรเงี้ย แต่จริงๆพวกเราเนี่ยมันเหมือนได้กำไร คือได้ไหว้พระอรหันต์ ได้ฟัง CD พระอรหันต์บ่อยๆ มันเป็นกำลังใหญ่
คนอื่นเขาไม่มีโอกาสกัน หรือไม่บางทีเนี่ย พระอรหันต์บางองค์ท่านก็ไม่ได้พูดแบบอย่างเงี้ย พูดไปอีกแบบนึง คือคำพูดไปยังไง จูงไปยังไง
ใจมันก็ต้องไปทางนั้น
ถ้าผมเพียรไปเรื่อยๆอย่างนี้ นิพพานมันก็หวังได้ในชาตินี้ใช่ไหมครับพี่ตุลย์
แน่นอน เนี่ยพวกเราหวังได้ทุกคนแหล่ะ
สาธุครับ เป็นกำลังใจที่ดีมากเลยครับพี่"
แม้จะทุกข์บ้าง ท้อบ้าง เหนื่อยบ้าง ล้มบ้าง
แต่ผมก็จะไม่ยอมแพ้มันครับ จะก้าวเดินต่อไป เพื่อทำปณิธานให้สำเร็จ และเพื่อคนที่ผมรักทุๆคน
ขอบคุณทุกๆคนที่คอยเป็นห่วงมาตลอดนะครับ ตอนนี้ยอมรับว่าปัญหา และทุกข์มันเยอะจริงๆครับ
แต่ผมไม่ท้อ และถึงจะล้ม ก็จะลุกขึ้นมาใหม่แน่นอนครับ ^^