Chawanop's profileเด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    April 06

    ประสบการณ์การเรียนรู้จากทุกข์

     

    . เกริ่นนำ

     

    ตอนเริ่มสนใจการภาวนาใหม่ๆ มักจะได้ยินหลวงพ่อ และครูบาอาจารย์สอนเรื่องผู้รู้ ผู้ดู

    สอนถึงเรื่องจิตผู้รู้ ที่เห็นสภาวะต่างๆ ความโกรธ ความโลภ ความหลง เป็นของต่างหากจากเรา

    เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็ผ่านไป  ความทุกข์จะไม่เกิดขึ้นเลย  มีแต่ความสุขจริงๆ

     

     

    พอได้ยินว่าสภาวะแบบนั้นมีแต่ความสุข ก็พยายามนึกเทียบเคียงว่ามันสุขยังไงกัน

    จะเหมือนตอนที่เราได้ของที่ชอบ  เหมือนตอนได้ดื่มน้ำเย็นๆตอนร้อนๆไหม

    นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก  จึงได้แต่จำเอาไว้  และหวังว่าจะทำได้สักวันนึง

     

     

    เพียรพยายามภาวนาเรื่อยมา  ล้มลุกคลุกคลาน   ท้อ จนน้ำตาไหลก็หลายครั้ง

    แต่ก็ไม่คิดจะเลิก  เพราะเป็นปณิธานสูงสุดในชีวิตนี้แล้ว

     

     

    แต่ทำยังไงๆ ก็ไม่ได้ภาวะแบบนั้นสักที  กิเลสเกิดขึ้นกี่ครั้ง จิตใจก็เป็นทุกข์

    วิ่งเข้าไปรวมกับกิเลสอยู่ร่ำไป

     

    เรียกได้ว่าช่วงนั้นภาวนา แบบหวังผลไปเรื่อยๆ ด้วยความที่ทำอะไรทางโลกก็สำเร็จมาหมด

    พอมาภาวนาก็เกิดอัตตาว่า ต้องสำเร็จเช่นกัน 

     

    หารู้ไม่ว่าตัวความอยากภาวนาได้ผลนี่เอง ที่ทำให้ภาวนาไม่ค่อยก้าวหน้า

     

     

    . เลิกตั้งใจกลับดี

     

     

    ภาวนามาแบบล้มลุกคลุกคลานมาเรื่อยๆ จนปลายปีที่แล้ว  มีอะไรๆให้คิด ให้จัดการอยู่หลายเรื่อง

    ทำให้ฟุ้งๆ หลงๆโลกไป ห่างจากความตั้งใจภาวนาแบบเดิมๆไปเยอะ

    ก็นึกว่าช่วงนั้นคงแย่   ภาวะการใช้ชีวิต แบบปราศจากทุกข์ทางใจแบบที่หวังไว้ คงห่างไกลไปเรื่อยๆ

    แต่...กลับไม่เป็นเช่นนั้น ผมจำยังได้แม่น  วันที่ 12 ธันวาคม   มีเมล์มาจากพี่ตุลย์ว่า

     

    "ช่วงนี้จิตบอยดูดีกว่าแต่ก่อน
    แต่ตอนฟุ้งๆหลงๆไปกับโลกเรื่อยๆนี่ถ้าดูทันได้จะดีกว่านี้มาก
    ดูเฉยๆไม่ต้องทำอะไร
    ดูให้เห็นว่ามันฟุ้งๆ หลงๆไปกับโลกนะ"

     

     

    เหมือนจิตมันได้พลังกลับคืนมาใหม่  เราไม่ได้ทำอะไร แต่ทำไมพี่ตุลย์บอกว่าจิตใจมันดีขึ้น

    แถมพี่ตุลย์ยังรู้ด้วย ว่าช่วงนั้นหลงๆ ฟุ้งๆ ไปกับโลก

     

     

    . คลายข้อสงสัย

     

    อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่ามันดีขึ้นยังไง จนวันที่ 14 มกรา 52 วันนั้นได้มีโอกาสเจอพี่ตุลย์   

    พี่ตุลย์ก็ยืนยันให้อีกรอบ ว่าจิตบอยสว่างขึ้น   สงบขึ้น   มันเกิดจากการที่ไม่ได้ตั้งใจภาวนา

    รู้เล่นๆ รู้สบายๆ ตัวนั้นแหล่ะคือตัวความก้าวหน้า เพราะไม่ได้ภาวนาเพื่อหวังผลแบบเดิมๆ

     

    ...เริ่มจับหลักได้...

     

     

    การภาวนาจริงๆแล้ว ไม่ใช่การพยายามทำอะไรขึ้นมาเลย  ไม่ใช่การไปนั่งหลับตา เดินจงกรม ทำใจนิ่งๆ

    แต่แท้ที่จริง มันคือธรรมดา ธรรมชาติ  เพียงแค่มีสติรู้ทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นในกาย ในใจ รู้มันไปอย่างซื่อๆ

    ไม่ดัดแปลงกิเลส  ไม่แทรกแซงสภาวะ  ไม่ด่ามัน ไม่ว่ามัน  ไม่พยายามทำให้มันหายไป  อะไรเกิดขึ้นก็ดูอยู่เฉยๆ  จิตใจมันจะพัฒนาด้วยตัวมันเอง

     

    จบท้ายวันนั้น พี่ตุลย์บอกส่งท้ายว่า  บอยยังสว่างได้มากกว่านี้อีกเยอะนะ

     

     

    เก็บกำลังใจ และหลักการปฏิบัติที่เข้าใจจากวันนั้นไว้

     

     

    แต่ชีวิตก็ใช่ว่าจะสงบสุขซะทีเดียว…..

     

     

    . ทุกข์กระหน่ำ..ต้อนรับปีใหม่

     

    ช่วงมกราคม จนถึงตอนนี้ มีแต่ความทุกข์แสนสาหัสมาให้เรียนรู้ 

     

    ตอนต้นมกรา ผมตัดสินใจออกจากงาน เพื่อไปทำสถาบันสอนพิเศษ  และก็ทำงานอีกที่หนึ่ง

    อย่างไรก็ตามมีเหตุให้ผม ไม่ได้เงินอะไรเลย ทั้งๆที่สมควรจะได้  จนเงินในบัญชีหมด ไม่มีเงินใช้

     

    และก็มีมรสุมทางใจอื่นๆ ซัดไปซ้ายที ขวาที  เหนื่อยแทบขาดใจ

    ล้มตัวลงนอนด้วยความหมดแรง และท้อ เบื่อหน่ายแทบทุกวัน

     

     

    โชคดี….ที่ยังไม่ทิ้งการภาวนา

     

     

    พยายามใช้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  มาเอาไว้เรียนรู้   เวลาที่เกิดความทุกข์ ความเศร้า น้ำตาจะไหล

    ผมจะพยายามมีสติ  เฝ้าดูมันอยู่เฉยๆ  ถ้าไม่ไหว ก็หาอะไรทำ ให้คลายเศร้าก่อน

     

    แต่หลักๆ จะอดทนดูมัน  ดูเหมือนดูคนอื่นเศร้า  กัดฟันดู

    ไม่ไปดัดแปลง  ไม่ผลักไส   ไม่ฟูมฟายจนเสียสติ  ดูจนมันค่อยๆจางหายไป  จิตมันก็เริ่มฉลาดมากขึ้น

     

     

    วันที่ 10 กุมภาพันธ์   ได้มีโอกาสเจอพี่ตุลย์อีกครั้งหนึ่ง

    พี่ตุลย์บอกว่า  สังเกตไหม  "บอยจะรู้สึกเหมือนได้จิตใหม่มา จิตแบบใหม่ จากเดิมที่มันหนักๆ มันฟุ้งๆอยู่ตลอด

    นี่มันเหมือนกับคล้ายๆมันมีความสุขเพลินๆ อยู่เกือบตลอด....บอยเปลี่ยนเร็วนะ พี่ว่า"

     

     

    พอพี่ตุลย์ชี้นำ ก็เริ่มนึกได้ ว่าบางครั้งมันมีความทุกข์  แต่กลับมีใจอีกตัวที่มีความสุข

    เหมือนความทุกข์ที่อยู่ในใจ  มันไม่ใช่ความทุกข์ของเรา  ความทุกข์มันมีอยู่  แต่ไม่มีคนเป็นทุกข์

    และมีใจอีกอันนึง ที่สงบ ว่างๆ เบาๆ  คอยดูความทุกข์นั้นไป

    ( ตอนนั้นยังไม่ทราบ ว่านั่นแหล่ะ อาการเบื้องต้น ของการมีผู้รู้ ผู้ดู )

     

     

    หลังจากวันนั้น ก็ได้กำลังใจกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

     

     

    . เกิดใหม่

     

    แต่โชคชะตา มักเล่นตลกเสมอๆ  หรือธรรมชาติอยากส่งความทุกข์มาทดสอบผมก็ไม่ทราบ

    หลังจากวันนั้น ก็มีเหตุให้ต้องทุกข์ใจหนักๆอีกครั้ง 

     

    ตอนนั้นก็เซไปพักใหญ่ๆ กว่าจะตั้งสติ กลับมาอดทน เรียนรู้จากความทุกข์ใหม่ได้

     

     

    วันที่ 20 มีนาคม 52

    เช่นเดิม ได้มีโอกาสไปกราบพี่ตุลย์ และก็ขอคำแนะนำ  พี่ตุลย์แมตตาแนะนำว่า

     

    "...ของบอยเนี่ย มันถูกมาตั้งแต่ครั้งก่อนแล้วนะ มันดีมาตั้งแต่ครั้งก่อนแล้ว  อันนี้มันก็จะดีขึ้นไปเรื่อยๆ

    เนี่ย คือ อันนี้ มันต่างไป เราจะรู้สึกเลย มันเหมือนเกิดใหม่เลย มันต่างไปมากนะ แล้วทีนี้มันก็จะค่อยๆถูกขึ้นไปเรื่อยๆ
    ไอ้ถูกเนี่ย เราจะวัดได้จากความรู้สึกที่มันรู้เนี่ย มันจะรู้ออกมาจากความเป็นปกติข้างใน มันจะไม่คิด 

    แต่ก่อนเนี่ย มันคิดอยู่ตลอด มันคิด คิดปฏิบัติ คิดดู คิดอะไร แต่ตอนเนี้ยเราจะเริ่มรู้สึกละว่า มันรู้ออกมาว่างๆ รู้เฉยๆ

    ทีนี้มิติของความรู้มันจะยิ่งชัดๆๆๆ จนกระทั่งมันเหมือนกับแยก..."

     

     

    อ่านดูแล้วอาจจะงงๆ นะครับ เพราะเป็นภาษาที่สื่อกันด้วยสภาวะในจิตใจตรงๆ   ตอนนั้นผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจสภาวะที่พี่ตุลย์ชี้ให้ดูเท่าไหร่นัก

    แต่ที่ผมประทับใจคือ พี่ตุลย์บอกว่า ผมเหมือนเกิดใหม่ด้วยจิตที่ต่างจากเดิมมาก   ผมจึงขอจำเอาไว้ว่า วันที่ 20 มีนา เป็นวันที่ผมได้เกิดใหม่อีกครั้ง

    ในเส้นทางสายพ้นทุกข์  เส้นทางสายพัฒนาตัวเอง  ให้ใช้ชีวิตแบบที่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์

     

     

    คีย์เวิร์ดอีกอย่างหนึ่งคือ  ถ้ากลับมาอ่านที่พี่ตุลย์แนะนำ  พี่ตุลย์กำลังพูดถึงจิตที่ทำหน้าที่เป็นผู้รู้ ผู้ดู

    สภาวะแบบที่ผมกล่าวไว้ตอนแรก ว่าผมฝันที่จะได้มันมา  ตอนนั้นผมยังไม่รู้ ว่าจิตผมเริ่มปฏิวัติตัวเอง ไปสู่สภาวะนั้นบ้างแล้ว

     

     

    . ทุกข์กระหน่ำ..อีกรอบ

     

     

    กลับมาจากวันนั้น  ก็มีกำลังใจไปหลายวัน  แต่ก็อีกเช่นเดิมครับ ชีวิตคนจะว่าไปก็เหมือนละคร  หรือละครเหมือนชีวิตคนก็ไม่ทราบ

    ธรรมชาติส่งเหตุการณ์มาทดสอบผมอีกแล้ว  ทดสอบแบบไม่ให้ตั้งตัวเตรียมใจไว้ก่อน  เหมือนวางบทละครไว้เป็นฉากๆ

    ให้ผมต้องเจอมัน ห้ามหลีกหนี วิ่งหนีก็ไม่พ้น  ได้แต่ยอมรับชะตากรรมไป

     

     

    คราวนี้ผมยอมรับกับตัวเอง และสารภาพกับคนอื่นบ่อยๆ  ว่ามันเป็นเอามากจริงๆ  ไม่เคยคิดว่าจะเศร้า หรือทุกข์ขนาดนี้

    มันพุ่งขึ้นมาเป็นระลอกๆๆ  หลับตาลงนอนก็ฟุ้งซ่าน  แม้กระทั่งในฝันก็ยังตามไปทำให้ร้องไห้ในฝันได้

     

     

    แต่ถึงขั้นนี้แล้ว  ผมทำอะไรไม่ได้จริงๆครับ  ในเมื่อความทุกข์มันเกิดขึ้นที่ใจผม

    ผมจะหนีไปไหน ความทุกข์มันก็ตามผมไปด้วยอยู่ดี  ถึงจุดนึง ผมเลยยอมแพ้มัน

    ไม่หาญกล้าสู้กับความทุกข์อีกแล้ว

     

     

    แต่มันแค่นั้นจริงๆครับ  พอผมคิดว่าผมยอมมันแล้ว  จิตใจกลับโล่งขึ้นนิดนึง  เหมือนได้โยนอะไรทิ้งไป

    จากนั้นมาผมก็ตั้งใจเรียนรู้จากมันใหม่  ฝึกดูด้วยวิธีที่เคยฝึกมาแล้ว  นับหนึ่งใหม่ทุกๆวัน

     

    มันก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างครับ  บางครั้งมีสติดูไป ความทุกข์ก็ค่อยๆจางลง  แต่บางคราวมันก็ทุกข์มากขึ้น

    ดูจนมันเห็นว่า เอาแน่เอานอนอะไรกับมันไม่ได้  จิตใจมันบังคับไม่ได้จริงๆเลย

     

     

    ฝึกดูจนเห็นว่า เวลาความทุกข์เกิดขึ้นมา จิตมันจะวิ่งเข้าไปจับที่ความทุกข์แบบรวดเร็วมาก

    แล้วก็ยึดมาว่า ความทุกข์นั้นเป็นตัวเรา  เราเป็นผู้ทุกข์   ถ้าถึงขั้นนี้มันจะทุกข์มากเลยครับ

     

     

    แต่ถ้าหากเรามีสติ เห้นตอนที่จิตกำลังจะพุ่งไปยึดความทุกข์  มันจะปล่อยวางได้ บางทีทุกข์ก็หายไปเลย

    บางทีก็ไม่หาย  แต่จิตใจจะมีความสุข  เข้าสู่ภาวะผู้รู้ ผู้ดูครับ  มีความสุขมากจริงๆ

     

     

    . ปล่อยวาง

     

     

    เฝ้าเพียรดูไปแบบนั้น  จนวันที่ 5 เมษายน 52  ได้ไปส่งการบ้านกับพี่ตุลย์อีกครั้งนึง

     

    "...ใจเรามันปล่อยวางลงเย๊อะเลยนะ เหมือนกับ ตอนที่จิตมันพุ่งเข้าไปยึดอะไร มันจะรู้ตัว
    ว่าเนี่ยมันมีอาการพุ่ง นั่นแหล่ะเรียกว่าสติ มันเกือบจะเป็นอัตโนมัติละ บางทีมันยังต้องคิดอยู่
    แต่ว่าตอนที่มันพุ่งออกไป แล้วรู้สึกว่ารู้เองเนี่ย แล้วไม่เอามัน ตรงนั้นน่ะดีมาก  เจริญสติต่อไป..."

     

    ผมถามต่อว่า ความสุขที่มันเกิดขึ้น มันมาจากไหนครับ

     

    "...มันเกิดจากสติ   เกิดจากการที่เราวาง  แล้วเดี๋ยวจิตมันจะแยกออกไปมากกว่านี้เรื่อยๆ

    มันจะเบากว่านี้เรื่อยๆ  ยิ่งจิตเบากว่านี้เท่าไหร่ มันยิ่งมีความสุขขึ้นเท่านั้น แต่อย่าไปติดใจความสุขล่ะ..."

     

    เข้าใจทันทีครับ  ถ้าจิตไม่เคลื่อนไปยึดอะไร ความทุกข์มันจะมาจากไหนกัน

    ขอเพียงมีสติเฝ้ารู้ เฝ้าดูมัน ด้วยความเป็นกลาง  มันก็จะเกิดภาวะผู้รู้ ผู้ดูเอง

     

     

    ความสุขที่เกิดจากสติ จากภาวะผู้รู้ ผู้ดู  มันมากเกินกว่าที่จินตนาการไว้จริงๆครับ

    สุขจนน่าหลงใหลมากๆ  เป็นความสุขที่คิดยังไงก็ไม่มีทางเข้าใจ  นี่ขนาดมันยังไม่ถึงขั้นแยกจากกิเลสแบบเด็ดขาด

    มันยังสุขถึงเพียงนี้  มิน่าล่ะ พี่ตุลย์ถึงเน้นไว้ตอนท้ายว่า อย่าไปติดใจความสุขล่ะ

     

     

    ถึงตอนนี้ผมรู้อยู่ในใจลึกๆว่า  ภาวะสุขแบบนี้มันก็ไม่เที่ยง เพราะถ้ามีเหตุการณ์มากระทบใหม่

    มันก็ยังเปลี่ยนจากผู้รู้ ผู้ดู  มาเป็นผู้ทุกข์ได้อยู่

     

    แต่ผมมั่นใจว่า ภาวะที่เป็นผู้ทุกข์ มันจะสั้นลงเรื่อยๆ  เพราะเริ่มจับหลักได้แล้ว  นับหนึ่งใหม่ทุกๆวันได้แล้ว ว่าควรดูยังไง

     

     

    . บทสรุป

     

     

    ที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา  แม้จะยาวไปสักหน่อย   จุดประสงค์ไม่ได้เพื่อโอ้อวดใดๆนะครับ

    แค่อยากเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า  แม้แต่คนบารมีน้อย อินทรีย์อ่อนอย่างผม   ก็พอจะเริ่มสัมผัสความสุขอีกชนิดนึง

    ที่ไม่สามารถจินตนาการได้   ความสุขอันจากภาวะที่มีทุกข์นั้นมีอยู่  แต่ไม่มีผู้เป็นทุกข์  มันเกินบรรยายจริงๆครับ

     

    อยากโฆษณาชวนเชื่อไว้ก่อน  ให้ทุกคนลองมาปฏิบัติ ลองมาเรียนรู้จิตใจกันดูนะครับ

    แล้วจะเข้าใจเลยว่า จริงๆแล้วศาสนาพุทธไม่ได้สอนอะไรมากไปกว่า   "การดับทุกข์"  เลย

    เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ เป้นเพียงแค่เปลือกครับ  แก่นจริงๆ อยู่ตรงนี้ต่างหาก  ตรงที่พัฒนาตัวเอง ให้พ้นไปจากทุกข์

     

     

    แล้วคุณจะรัก เคารพพระพุทธเจ้า  ครูบาอาจารย์ที่ชี้ทางสว่าง ตลอดจนพระสาวก ทุกๆพระองค์

    ตลอดจนคุณพ่อ คุณแม่ ที่ให้คุณมีร่างกายมนุษย์ครบ 32 ประการ  มาใช้ในการพาตนให้พ้นจากทุกข์ครับ

     

    ขอให้ทุกคนพ้นจากทุกข์โดยเร็ววันนะครับ  สาธุ ^/\^

     

    Comments (3)

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    ธรรมะสวัสดีค่ะน้องบอย.พี่รุ่งไม่ได้เข้ามาสนทนาและอ่านธรรมะดีๆของน้องบอยนานนนน..มาก แต่ยังระลึกถึงกัลยาณชนเยี่ยงน้องบอยอยู่เสมอ....
    ขออนุโมทนาสาธุ....พี่รุ่ง
    7 Apr.
    อยากปล่อยวางได้เด็ดขาดบ้าง
    6 Apr.
    walai lowrote:
    โมทนาสาธุค่ะบอย
    ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยจิตค่ะ
    6 Apr.

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://dekchaiboy.spaces.live.com/blog/cns!F22C4782F1B533B8!2953.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None