Chawanop's profileเด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    May 29

    ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง

    หลายครั้งที่ผมเฝ้ามองยามที่ท้องฟ้าแจ่มใส หลังฝนตก

    เฝ้ามองแสงสว่างจากแสงตะวัน ที่มาขับไล่ความมืด

    เฝ้ามองดวงดาวที่รอคอยอย่างเงียบสงบในเวลากลางวัน เพื่อรอเวลาเปล่งแสงในตอนกลางคืน

    เฝ้ามองท้องฟ้ามืดครึ้ม  ที่เข้ามาปกคลุมฟ้าใส

    เฝ้ามองกลางคืน ที่เคลื่อนมาทับกลางวัน

    เฝ้ามองดวงดาวค่อยๆดับแสงลงไป

    เฝ้ามองฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ปีแล้ว ปีเล่า

    เฝ้ามองสรรพชีวิต ทั้งต้นไม้ และเหล่าผู้คน แสดงความไม่เที่ยงตามกาลเวลาที่ผ่านเลยไป


    ทุกสิ่งไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นอย่างถาวร มีกลางคืน ย่อมมีกลางวัน

    มีความมืด ย่อมมีเวลาสว่าง

    มีเกิด ย่อมมีดับ

    หลายครั้งผมก็เบื่อวังวนนี้ยิ่งนัก แต่ก็ไม่รู้วิธีออกไปจากมัน

    ธรรมชาติยังคงแสดงให้เห็นอยู่ตลอดเวลาว่า ทุกสิ่งย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป ไม่ช้าก็เร็ว


    ในเวลาต่อมา ผมพบว่ามีบุคคลนึง ทีท่านได้กล่าวสิ่งเหล่านี้ไว้ เมื่อหลายพันปีมาแล้ว

    แต่ถ้าแค่นั้น ก็คงไม่สำคัญอะไร เพราะหลายๆคน ก็คงมองเห็นความจริงของธรรมชาติอันนี้

    เพียงแต่…ท่านผู้นั้น เป็นบุคคลเดียว ที่นอกจากกล่าวถึงความจริงของธรรมชาติ

    ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง ไร้ซึ่งสิ่งที่เกิด แล้วไม่ดับ


    ท่านยังกล่าวถึง สิ่งหนึ่ง ที่ไร้ซึ่งการเกิด และการดับ ไม่มีการมา ไม่มีการไป

    ท่านเปิดเผยถึงสิ่งที่ไม่เคยมีใครเปิดเผยมาก่อน

    เปิดเผยวิธีล่วงพ้นจากทุกข์  เปิดเผยวิธีเดินทางออกจากห่วงโซ่ และวังวนของความไม่รู้


    วันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายนนี้ ผมตั้งใจจะสมัครเป็นสาวกของท่านอย่างเป็นทางการ

    และถ้าทางที่ท่านบอก และประกาศไว้ให้ นั้นมีจริง

    ผมก็พร้อมจะใช้เวลาช่วงหนึ่งเดือนนั้น พาตนไปให้ใกล้สิ่งนั้นที่สุด  พาตนให้ไกลจากวังวนของความทุกข์มากที่สุด


    แล้วคอยดูกันนะครับ ว่าผมจะไปได้ไกลแค่ไหน ^^


    ขอบคุณทุกคน ที่อ่านจนจบครับ

    และขอให้ทางแห่งการพ้นทุกข์เปิดเผยแก่ทุกคนเช่นกันเทอญ

     

    April 06

    ประสบการณ์การเรียนรู้จากทุกข์

     

    . เกริ่นนำ

     

    ตอนเริ่มสนใจการภาวนาใหม่ๆ มักจะได้ยินหลวงพ่อ และครูบาอาจารย์สอนเรื่องผู้รู้ ผู้ดู

    สอนถึงเรื่องจิตผู้รู้ ที่เห็นสภาวะต่างๆ ความโกรธ ความโลภ ความหลง เป็นของต่างหากจากเรา

    เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็ผ่านไป  ความทุกข์จะไม่เกิดขึ้นเลย  มีแต่ความสุขจริงๆ

     

     

    พอได้ยินว่าสภาวะแบบนั้นมีแต่ความสุข ก็พยายามนึกเทียบเคียงว่ามันสุขยังไงกัน

    จะเหมือนตอนที่เราได้ของที่ชอบ  เหมือนตอนได้ดื่มน้ำเย็นๆตอนร้อนๆไหม

    นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก  จึงได้แต่จำเอาไว้  และหวังว่าจะทำได้สักวันนึง

     

     

    เพียรพยายามภาวนาเรื่อยมา  ล้มลุกคลุกคลาน   ท้อ จนน้ำตาไหลก็หลายครั้ง

    แต่ก็ไม่คิดจะเลิก  เพราะเป็นปณิธานสูงสุดในชีวิตนี้แล้ว

     

     

    แต่ทำยังไงๆ ก็ไม่ได้ภาวะแบบนั้นสักที  กิเลสเกิดขึ้นกี่ครั้ง จิตใจก็เป็นทุกข์

    วิ่งเข้าไปรวมกับกิเลสอยู่ร่ำไป

     

    เรียกได้ว่าช่วงนั้นภาวนา แบบหวังผลไปเรื่อยๆ ด้วยความที่ทำอะไรทางโลกก็สำเร็จมาหมด

    พอมาภาวนาก็เกิดอัตตาว่า ต้องสำเร็จเช่นกัน 

     

    หารู้ไม่ว่าตัวความอยากภาวนาได้ผลนี่เอง ที่ทำให้ภาวนาไม่ค่อยก้าวหน้า

     

     

    . เลิกตั้งใจกลับดี

     

     

    ภาวนามาแบบล้มลุกคลุกคลานมาเรื่อยๆ จนปลายปีที่แล้ว  มีอะไรๆให้คิด ให้จัดการอยู่หลายเรื่อง

    ทำให้ฟุ้งๆ หลงๆโลกไป ห่างจากความตั้งใจภาวนาแบบเดิมๆไปเยอะ

    ก็นึกว่าช่วงนั้นคงแย่   ภาวะการใช้ชีวิต แบบปราศจากทุกข์ทางใจแบบที่หวังไว้ คงห่างไกลไปเรื่อยๆ

    แต่...กลับไม่เป็นเช่นนั้น ผมจำยังได้แม่น  วันที่ 12 ธันวาคม   มีเมล์มาจากพี่ตุลย์ว่า

     

    "ช่วงนี้จิตบอยดูดีกว่าแต่ก่อน
    แต่ตอนฟุ้งๆหลงๆไปกับโลกเรื่อยๆนี่ถ้าดูทันได้จะดีกว่านี้มาก
    ดูเฉยๆไม่ต้องทำอะไร
    ดูให้เห็นว่ามันฟุ้งๆ หลงๆไปกับโลกนะ"

     

     

    เหมือนจิตมันได้พลังกลับคืนมาใหม่  เราไม่ได้ทำอะไร แต่ทำไมพี่ตุลย์บอกว่าจิตใจมันดีขึ้น

    แถมพี่ตุลย์ยังรู้ด้วย ว่าช่วงนั้นหลงๆ ฟุ้งๆ ไปกับโลก

     

     

    . คลายข้อสงสัย

     

    อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่ามันดีขึ้นยังไง จนวันที่ 14 มกรา 52 วันนั้นได้มีโอกาสเจอพี่ตุลย์   

    พี่ตุลย์ก็ยืนยันให้อีกรอบ ว่าจิตบอยสว่างขึ้น   สงบขึ้น   มันเกิดจากการที่ไม่ได้ตั้งใจภาวนา

    รู้เล่นๆ รู้สบายๆ ตัวนั้นแหล่ะคือตัวความก้าวหน้า เพราะไม่ได้ภาวนาเพื่อหวังผลแบบเดิมๆ

     

    ...เริ่มจับหลักได้...

     

     

    การภาวนาจริงๆแล้ว ไม่ใช่การพยายามทำอะไรขึ้นมาเลย  ไม่ใช่การไปนั่งหลับตา เดินจงกรม ทำใจนิ่งๆ

    แต่แท้ที่จริง มันคือธรรมดา ธรรมชาติ  เพียงแค่มีสติรู้ทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นในกาย ในใจ รู้มันไปอย่างซื่อๆ

    ไม่ดัดแปลงกิเลส  ไม่แทรกแซงสภาวะ  ไม่ด่ามัน ไม่ว่ามัน  ไม่พยายามทำให้มันหายไป  อะไรเกิดขึ้นก็ดูอยู่เฉยๆ  จิตใจมันจะพัฒนาด้วยตัวมันเอง

     

    จบท้ายวันนั้น พี่ตุลย์บอกส่งท้ายว่า  บอยยังสว่างได้มากกว่านี้อีกเยอะนะ

     

     

    เก็บกำลังใจ และหลักการปฏิบัติที่เข้าใจจากวันนั้นไว้

     

     

    แต่ชีวิตก็ใช่ว่าจะสงบสุขซะทีเดียว…..

     

     

    . ทุกข์กระหน่ำ..ต้อนรับปีใหม่

     

    ช่วงมกราคม จนถึงตอนนี้ มีแต่ความทุกข์แสนสาหัสมาให้เรียนรู้ 

     

    ตอนต้นมกรา ผมตัดสินใจออกจากงาน เพื่อไปทำสถาบันสอนพิเศษ  และก็ทำงานอีกที่หนึ่ง

    อย่างไรก็ตามมีเหตุให้ผม ไม่ได้เงินอะไรเลย ทั้งๆที่สมควรจะได้  จนเงินในบัญชีหมด ไม่มีเงินใช้

     

    และก็มีมรสุมทางใจอื่นๆ ซัดไปซ้ายที ขวาที  เหนื่อยแทบขาดใจ

    ล้มตัวลงนอนด้วยความหมดแรง และท้อ เบื่อหน่ายแทบทุกวัน

     

     

    โชคดี….ที่ยังไม่ทิ้งการภาวนา

     

     

    พยายามใช้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  มาเอาไว้เรียนรู้   เวลาที่เกิดความทุกข์ ความเศร้า น้ำตาจะไหล

    ผมจะพยายามมีสติ  เฝ้าดูมันอยู่เฉยๆ  ถ้าไม่ไหว ก็หาอะไรทำ ให้คลายเศร้าก่อน

     

    แต่หลักๆ จะอดทนดูมัน  ดูเหมือนดูคนอื่นเศร้า  กัดฟันดู

    ไม่ไปดัดแปลง  ไม่ผลักไส   ไม่ฟูมฟายจนเสียสติ  ดูจนมันค่อยๆจางหายไป  จิตมันก็เริ่มฉลาดมากขึ้น

     

     

    วันที่ 10 กุมภาพันธ์   ได้มีโอกาสเจอพี่ตุลย์อีกครั้งหนึ่ง

    พี่ตุลย์บอกว่า  สังเกตไหม  "บอยจะรู้สึกเหมือนได้จิตใหม่มา จิตแบบใหม่ จากเดิมที่มันหนักๆ มันฟุ้งๆอยู่ตลอด

    นี่มันเหมือนกับคล้ายๆมันมีความสุขเพลินๆ อยู่เกือบตลอด....บอยเปลี่ยนเร็วนะ พี่ว่า"

     

     

    พอพี่ตุลย์ชี้นำ ก็เริ่มนึกได้ ว่าบางครั้งมันมีความทุกข์  แต่กลับมีใจอีกตัวที่มีความสุข

    เหมือนความทุกข์ที่อยู่ในใจ  มันไม่ใช่ความทุกข์ของเรา  ความทุกข์มันมีอยู่  แต่ไม่มีคนเป็นทุกข์

    และมีใจอีกอันนึง ที่สงบ ว่างๆ เบาๆ  คอยดูความทุกข์นั้นไป

    ( ตอนนั้นยังไม่ทราบ ว่านั่นแหล่ะ อาการเบื้องต้น ของการมีผู้รู้ ผู้ดู )

     

     

    หลังจากวันนั้น ก็ได้กำลังใจกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

     

     

    . เกิดใหม่

     

    แต่โชคชะตา มักเล่นตลกเสมอๆ  หรือธรรมชาติอยากส่งความทุกข์มาทดสอบผมก็ไม่ทราบ

    หลังจากวันนั้น ก็มีเหตุให้ต้องทุกข์ใจหนักๆอีกครั้ง 

     

    ตอนนั้นก็เซไปพักใหญ่ๆ กว่าจะตั้งสติ กลับมาอดทน เรียนรู้จากความทุกข์ใหม่ได้

     

     

    วันที่ 20 มีนาคม 52

    เช่นเดิม ได้มีโอกาสไปกราบพี่ตุลย์ และก็ขอคำแนะนำ  พี่ตุลย์แมตตาแนะนำว่า

     

    "...ของบอยเนี่ย มันถูกมาตั้งแต่ครั้งก่อนแล้วนะ มันดีมาตั้งแต่ครั้งก่อนแล้ว  อันนี้มันก็จะดีขึ้นไปเรื่อยๆ

    เนี่ย คือ อันนี้ มันต่างไป เราจะรู้สึกเลย มันเหมือนเกิดใหม่เลย มันต่างไปมากนะ แล้วทีนี้มันก็จะค่อยๆถูกขึ้นไปเรื่อยๆ
    ไอ้ถูกเนี่ย เราจะวัดได้จากความรู้สึกที่มันรู้เนี่ย มันจะรู้ออกมาจากความเป็นปกติข้างใน มันจะไม่คิด 

    แต่ก่อนเนี่ย มันคิดอยู่ตลอด มันคิด คิดปฏิบัติ คิดดู คิดอะไร แต่ตอนเนี้ยเราจะเริ่มรู้สึกละว่า มันรู้ออกมาว่างๆ รู้เฉยๆ

    ทีนี้มิติของความรู้มันจะยิ่งชัดๆๆๆ จนกระทั่งมันเหมือนกับแยก..."

     

     

    อ่านดูแล้วอาจจะงงๆ นะครับ เพราะเป็นภาษาที่สื่อกันด้วยสภาวะในจิตใจตรงๆ   ตอนนั้นผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจสภาวะที่พี่ตุลย์ชี้ให้ดูเท่าไหร่นัก

    แต่ที่ผมประทับใจคือ พี่ตุลย์บอกว่า ผมเหมือนเกิดใหม่ด้วยจิตที่ต่างจากเดิมมาก   ผมจึงขอจำเอาไว้ว่า วันที่ 20 มีนา เป็นวันที่ผมได้เกิดใหม่อีกครั้ง

    ในเส้นทางสายพ้นทุกข์  เส้นทางสายพัฒนาตัวเอง  ให้ใช้ชีวิตแบบที่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์

     

     

    คีย์เวิร์ดอีกอย่างหนึ่งคือ  ถ้ากลับมาอ่านที่พี่ตุลย์แนะนำ  พี่ตุลย์กำลังพูดถึงจิตที่ทำหน้าที่เป็นผู้รู้ ผู้ดู

    สภาวะแบบที่ผมกล่าวไว้ตอนแรก ว่าผมฝันที่จะได้มันมา  ตอนนั้นผมยังไม่รู้ ว่าจิตผมเริ่มปฏิวัติตัวเอง ไปสู่สภาวะนั้นบ้างแล้ว

     

     

    . ทุกข์กระหน่ำ..อีกรอบ

     

     

    กลับมาจากวันนั้น  ก็มีกำลังใจไปหลายวัน  แต่ก็อีกเช่นเดิมครับ ชีวิตคนจะว่าไปก็เหมือนละคร  หรือละครเหมือนชีวิตคนก็ไม่ทราบ

    ธรรมชาติส่งเหตุการณ์มาทดสอบผมอีกแล้ว  ทดสอบแบบไม่ให้ตั้งตัวเตรียมใจไว้ก่อน  เหมือนวางบทละครไว้เป็นฉากๆ

    ให้ผมต้องเจอมัน ห้ามหลีกหนี วิ่งหนีก็ไม่พ้น  ได้แต่ยอมรับชะตากรรมไป

     

     

    คราวนี้ผมยอมรับกับตัวเอง และสารภาพกับคนอื่นบ่อยๆ  ว่ามันเป็นเอามากจริงๆ  ไม่เคยคิดว่าจะเศร้า หรือทุกข์ขนาดนี้

    มันพุ่งขึ้นมาเป็นระลอกๆๆ  หลับตาลงนอนก็ฟุ้งซ่าน  แม้กระทั่งในฝันก็ยังตามไปทำให้ร้องไห้ในฝันได้

     

     

    แต่ถึงขั้นนี้แล้ว  ผมทำอะไรไม่ได้จริงๆครับ  ในเมื่อความทุกข์มันเกิดขึ้นที่ใจผม

    ผมจะหนีไปไหน ความทุกข์มันก็ตามผมไปด้วยอยู่ดี  ถึงจุดนึง ผมเลยยอมแพ้มัน

    ไม่หาญกล้าสู้กับความทุกข์อีกแล้ว

     

     

    แต่มันแค่นั้นจริงๆครับ  พอผมคิดว่าผมยอมมันแล้ว  จิตใจกลับโล่งขึ้นนิดนึง  เหมือนได้โยนอะไรทิ้งไป

    จากนั้นมาผมก็ตั้งใจเรียนรู้จากมันใหม่  ฝึกดูด้วยวิธีที่เคยฝึกมาแล้ว  นับหนึ่งใหม่ทุกๆวัน

     

    มันก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างครับ  บางครั้งมีสติดูไป ความทุกข์ก็ค่อยๆจางลง  แต่บางคราวมันก็ทุกข์มากขึ้น

    ดูจนมันเห็นว่า เอาแน่เอานอนอะไรกับมันไม่ได้  จิตใจมันบังคับไม่ได้จริงๆเลย

     

     

    ฝึกดูจนเห็นว่า เวลาความทุกข์เกิดขึ้นมา จิตมันจะวิ่งเข้าไปจับที่ความทุกข์แบบรวดเร็วมาก

    แล้วก็ยึดมาว่า ความทุกข์นั้นเป็นตัวเรา  เราเป็นผู้ทุกข์   ถ้าถึงขั้นนี้มันจะทุกข์มากเลยครับ

     

     

    แต่ถ้าหากเรามีสติ เห้นตอนที่จิตกำลังจะพุ่งไปยึดความทุกข์  มันจะปล่อยวางได้ บางทีทุกข์ก็หายไปเลย

    บางทีก็ไม่หาย  แต่จิตใจจะมีความสุข  เข้าสู่ภาวะผู้รู้ ผู้ดูครับ  มีความสุขมากจริงๆ

     

     

    . ปล่อยวาง

     

     

    เฝ้าเพียรดูไปแบบนั้น  จนวันที่ 5 เมษายน 52  ได้ไปส่งการบ้านกับพี่ตุลย์อีกครั้งนึง

     

    "...ใจเรามันปล่อยวางลงเย๊อะเลยนะ เหมือนกับ ตอนที่จิตมันพุ่งเข้าไปยึดอะไร มันจะรู้ตัว
    ว่าเนี่ยมันมีอาการพุ่ง นั่นแหล่ะเรียกว่าสติ มันเกือบจะเป็นอัตโนมัติละ บางทีมันยังต้องคิดอยู่
    แต่ว่าตอนที่มันพุ่งออกไป แล้วรู้สึกว่ารู้เองเนี่ย แล้วไม่เอามัน ตรงนั้นน่ะดีมาก  เจริญสติต่อไป..."

     

    ผมถามต่อว่า ความสุขที่มันเกิดขึ้น มันมาจากไหนครับ

     

    "...มันเกิดจากสติ   เกิดจากการที่เราวาง  แล้วเดี๋ยวจิตมันจะแยกออกไปมากกว่านี้เรื่อยๆ

    มันจะเบากว่านี้เรื่อยๆ  ยิ่งจิตเบากว่านี้เท่าไหร่ มันยิ่งมีความสุขขึ้นเท่านั้น แต่อย่าไปติดใจความสุขล่ะ..."

     

    เข้าใจทันทีครับ  ถ้าจิตไม่เคลื่อนไปยึดอะไร ความทุกข์มันจะมาจากไหนกัน

    ขอเพียงมีสติเฝ้ารู้ เฝ้าดูมัน ด้วยความเป็นกลาง  มันก็จะเกิดภาวะผู้รู้ ผู้ดูเอง

     

     

    ความสุขที่เกิดจากสติ จากภาวะผู้รู้ ผู้ดู  มันมากเกินกว่าที่จินตนาการไว้จริงๆครับ

    สุขจนน่าหลงใหลมากๆ  เป็นความสุขที่คิดยังไงก็ไม่มีทางเข้าใจ  นี่ขนาดมันยังไม่ถึงขั้นแยกจากกิเลสแบบเด็ดขาด

    มันยังสุขถึงเพียงนี้  มิน่าล่ะ พี่ตุลย์ถึงเน้นไว้ตอนท้ายว่า อย่าไปติดใจความสุขล่ะ

     

     

    ถึงตอนนี้ผมรู้อยู่ในใจลึกๆว่า  ภาวะสุขแบบนี้มันก็ไม่เที่ยง เพราะถ้ามีเหตุการณ์มากระทบใหม่

    มันก็ยังเปลี่ยนจากผู้รู้ ผู้ดู  มาเป็นผู้ทุกข์ได้อยู่

     

    แต่ผมมั่นใจว่า ภาวะที่เป็นผู้ทุกข์ มันจะสั้นลงเรื่อยๆ  เพราะเริ่มจับหลักได้แล้ว  นับหนึ่งใหม่ทุกๆวันได้แล้ว ว่าควรดูยังไง

     

     

    . บทสรุป

     

     

    ที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา  แม้จะยาวไปสักหน่อย   จุดประสงค์ไม่ได้เพื่อโอ้อวดใดๆนะครับ

    แค่อยากเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า  แม้แต่คนบารมีน้อย อินทรีย์อ่อนอย่างผม   ก็พอจะเริ่มสัมผัสความสุขอีกชนิดนึง

    ที่ไม่สามารถจินตนาการได้   ความสุขอันจากภาวะที่มีทุกข์นั้นมีอยู่  แต่ไม่มีผู้เป็นทุกข์  มันเกินบรรยายจริงๆครับ

     

    อยากโฆษณาชวนเชื่อไว้ก่อน  ให้ทุกคนลองมาปฏิบัติ ลองมาเรียนรู้จิตใจกันดูนะครับ

    แล้วจะเข้าใจเลยว่า จริงๆแล้วศาสนาพุทธไม่ได้สอนอะไรมากไปกว่า   "การดับทุกข์"  เลย

    เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ เป้นเพียงแค่เปลือกครับ  แก่นจริงๆ อยู่ตรงนี้ต่างหาก  ตรงที่พัฒนาตัวเอง ให้พ้นไปจากทุกข์

     

     

    แล้วคุณจะรัก เคารพพระพุทธเจ้า  ครูบาอาจารย์ที่ชี้ทางสว่าง ตลอดจนพระสาวก ทุกๆพระองค์

    ตลอดจนคุณพ่อ คุณแม่ ที่ให้คุณมีร่างกายมนุษย์ครบ 32 ประการ  มาใช้ในการพาตนให้พ้นจากทุกข์ครับ

     

    ขอให้ทุกคนพ้นจากทุกข์โดยเร็ววันนะครับ  สาธุ ^/\^

     

    March 13

    น็อค !!!!

     
    วันนี้ไปออกกำลังกายมาตามปกติ  คือไปเตะบอล
    ช่วงแรกๆ ผมก็เตะไปด้วยความสนุกสนาน
     
    แต่แล้ว ตาที่ผมต้องไปยืนเป็นโกล ก็มาถึง
    เล่นบอลมาสิบกว่าปี ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้
     
    จำได้ว่าพึ่งยืนเป็นโกลไปไม่ถึงสองนาที
    ฝ่ายตรงข้ามได้บอลตรงกรอบๆเขตโทษ  และกำลังง้างเท้า
    สมองประมวลผลทันที ว่าถ้าบอลออกจากเท้า น่าจะพุ่งมาตรงตัว รับได้ไม่ยาก
     
    แต่ทันใดนั้นเอง เพื่อนได้วิ่งเข้าไปจะบล็อค วิสัยทัศน์ของผมถูกบดบังจนสิ้น
    ไม่สามารถมองเห็นลูกบอลได้แล้ว ว่ามันจะวิ่งมาเมื่อไหร่ ได้แต่ภาวนาให้เพื่อนบล็อคได้
     
    แต่คำภาวนาไม่เป็นผล ไม่ถึงสองวินาทีหลังจากนั้น ได้มีลูกกลมๆ พุ่งเข้ามาตรงหน้า
    รู้สึกตัวอีกที บอลก็ห่างจากตัวประมาณ 20 เซนติเมตร พอดีๆ
     
    จะหลบก็ไม่ทัน ทำได้แค่ยกมือขึ้นมาปัด  อนิจจา ปัดไม่พ้นอีก
    บอลเสยใต้คางเต็มๆ  ผมได้สละชีพเพื่อปกป้องประตูไปแล้ว
     
    บอลได้ลอยไปพ้นจากประตู เพื่อนเตะเคลียร์ แต่ภาพตรงหน้าผมเบลอไปหมด
    พยายามจะยืนต่อ ด้วยสองขาที่มี  แต่โลกได้หมุนไปจนสิ้น
    ขาเริ่มอ่อนแรง ตัวได้ล้มลงไปบนพื้น  ต้องลงไปนอนด้วยความง่วง
    หลังจากนั้นก็จำอะไรแทบไม่ได้แล้ว TToTT
     
    เมื่อก่อนตอนดูมวย เคยสงสัยว่า แค่ชกใต้คาง ทำไมอีกฝั่งถึงลงไปนอนกองได้
    วันนี้ผมไม่สงสัยแล้วค้าบบบ  ของเขาแรงจริง
     
    ฮือๆ ยังมึนหัวอยู่แล้ว หวังว่านอนแล้วจะหายนะ ว่าแล้วก็ไปนอนดีกว่า ><'
     
    ปล อย่าลองไปชกใต้คาง หรือเตะอัดใครใต้คางนะคับ T^T
     
     
     
    February 28

    จากวันนั้น จนวันนี้


    * ช่วงต้นเป็นประสบการณ์ส่วนตน ถือซะว่าเป็นเรื่องเล่านะครับ

    จากวันนั้นมาวันนี้ ไม่ง่ายเลย ที่จะมาอยู่ตรงจุดนี้อีกครั้ง

    นับแต่ชาตินั้น ได้เห็นโทษภัยของการเกิด จึงได้ออกบวชเพื่อแสวงหาธรรม
    อนิจจา บารมียังน้อย  จึงยังมิสามารถเข้าใจธรรมได้ แต่อย่างน้อยก็ได้ตายในผ้าเหลือง
    มาชาตินี้ จึงอยากไปนิพพานตั้งแต่เด็ก ด้วยสัญญาที่ติดมาจากชาตินั้นนั่นเอง

    แต่ว่าเรื่องไม่ง่ายอย่างที่คิด ถึงมีความอยากไปนิพพาน แต่ก็ไม่รู้ทางปฏิบัติ
    ได้แต่หลงโลกมาเรื่อยๆ จนอายุ 20 กว่าปี สัญญาเก่าจึงเร่งกลับมาเตือนอีกครั้ง
    ว่าอย่าประมาท อาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้  และคงเป็นช่วงที่บุญส่งผลพอดี จึงได้ค่อยๆกลับเข้ามาศึกษา
    แม้แรกๆ จะไปเส้นทางอ้อมบ้าง  แต่พอมีความรู้ความเข้าใจแล้ว บุญก็ได้พามาพบพระผู้รู้
    ได้ศึกษาสติปัฏฐาน หนทางเอกไปสู่ความหลุดพ้น  ได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ ที่ฉลาดในการสั่งสอนสภาวะทางจิต
    ได้พบกัลยาณมิตรที่เป็นกำลังใจให้เรื่อยมา


    ณ วันนี้ แม้หลายๆคน จะเห็นผมตั้งหน้าตั้งตาทำงานทางโลก นั่นไม่ได้หมายความว่าผมทิ้งเป้าหมายที่จะไปนิพพานนะครับ
    แต่ด้วยภาระหน้าที่ และยุคสมัย ที่ยังไม่เอื้อให้ผมสละโลก  ผมจึงต้องทำหน้าที่ที่มีให้ดีที่สุดเช่นกัน
    และครูบาอาจารย์ ก็เน้นย้ำเสมอว่า มรรคผล ไม่ได้เป็นของห้ามสำหรับฆราวาส  เป็นของสากล
    ถ้าดำเนินจิตได้ถูกต้อง ความทุกข์ก็หายไปได้  การเข้าใจธรรมก็เป็นไปได้ ขอให้มีความเพียรอย่างต่อเนื่องแล้วกัน


    อีกทั้งปณิธานที่ผมมี ที่คิดจะพาหลายๆคนไปด้วย ( ไม่ถึงขั้นโพธิสัตว์นะครับ บารมียังอีกไกล )
    ก็ต้องทำให้ผมไปถึงเป้าหมายช้าลงไปบ้าง แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจไว้นานแล้ว ว่าอย่างน้อย คนที่มีบุญคุณกับผม
    คนที่ผมรัก ผมจะต้องทำให้อย่างน้อย พวกเขาได้รู้จักเส้นทางนี้ แม้อาจจะยังไม่ออกก้าวเดิน แต่ขอให้ผมได้ทำหน้าที่ชี้ ว่ามีทางนี้อยู่บนโลก
    ทางที่มีทุกข์ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์ ทางอันประเสริฐแท้


    เด็กๆผมเป็นคนที่อัตตาแรง เนื่องจากทำอะไรก็มักจะประสบความสำเร็จ
    ปัญหาอะไรก็แก้ได้หมด  ทั้งเรื่องการเรียน การแข่งขัน ก็ได้รับรางวัลเสมอมา
    คำแนะนำต่างๆ ก็มีให้เพื่อนได้  เพื่อนๆให้ความไว้วางใจ เชื่อถือ ให้เป็นผู้นำ ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี
    แต่สิ่งที่มันเติบโตขึ้นมาในใจผมด้วยเช่นกัน ก็คือความยึดถือในตัวตน ว่าเราเก่ง เราดีกว่าคนอื่น
    แม้จะไม่ได้แสดงออกมา แต่มันก็ฝังอยู่ในใจลึกๆ ซึ่งผมไม่เคยรู้สึกตัวเลย จนกระทั่งได้มาภาวนา มาเรียนรู้จิตใจตนเอง


    ถ้าผมไม่ได้เข้ามาภาวนา ด้วยความสำเร็จที่ยังตามมาเรื่อยๆ ปัจจุบันคงเป็นอีกคนนึงที่ไม่ใช่ผม
    คนที่อวดดี หยิ่งผยอง ว่าข้าดี ข้าแน่ และยึดถือว่าเราถูกต้องเสมอ


    หลายๆคน ถามผมว่า ทำไมผมต้องใช้ชื่อว่า เด็กชายบอย   นั่นเป็นเพราะผมต้องการย้ำเตือนกับตัวเอง
    ย้ำเตือนว่า เราไม่ได้เก่ง ไม่ได้ดีอะไร ให้ทำตนเสมือนเป็นเด็กชายคนนึง ที่ต้องมีความเคารพ ให้เกียรติผู้อื่น
    ไม่อวดตน แต่ต้องมีความอ้อมน้อม  ชื่อนี้ จึงใช้เตือนใจผมเสมอมา


    ผมกราบขอบพระคุณทุกๆท่านด้วยใจจริง ที่มีส่วนช่วยให้ผม ได้พัฒนาจิตใจ พัฒนาตนเองขึ้นมา
    ถ้าไม่มีทุกๆท่าน โดยเฉพาะ หลวงพ่อปราโมทย์ และพี่ตุลย์  จิตใจผมคงจะหยาบกระด้าง
    ไม่ใช่จิตใจอย่างทุกวันนี้ ( ไม่ได้แปลว่าตอนนี้ดีนะครับ แค่พอรู้บ้างว่าอะไรผิด อะไรถูก และทำเช่นไร จึงจะทุกข์น้อยลง )


    คำสอนที่พี่ตุลย์บอกผมเมื่อเร็วๆนี้ ยังคงก้องดัง เตือนใจผม

    " ...อย่างที่พี่บอกเราน่ะ พี่เห็นเราแค่ที่ครั้งสุดท้าย แค่นั้นก็รู้สึกว่ามันดีขึ้นเยอะแล้ว ถ้าเอาตามของพี่เนี่ย
    พี่ว่ามันอยู่ในจุดที่มันเป็นไปได้ที่สุดสำหรับเรา ณ เวลานี้แล้ว  ขั้นต่อไป เราก็ดูก็แล้วกันว่าเวลาที่มันเคลิ้มๆแล้วสบาย มันรู้สึกไม่เหมือนเก่าน่ะ
    เราจะรู้สึกเหมือนได้จิตใหม่มา จิตแบบใหม่ จากเดิมที่มันหนักๆ มันฟุ้งๆอยู่ตลอด นี่มันเหมือนกับคล้ายๆมันมีความสุขเพลินๆ อยู่เกือบตลอด
    อย่างเนี้ยนะ  เราก็ดูอาการเคลิ้มต่อไป  ตอนที่เคลิ้มเนี่ย มันจะมีความเพลิดเพลินยินดีไป

    แล้วหลวงพ่อมักจะแนะนำผมเรื่องว่ามันมีจิตผู้รู้ออกมาบางคราวครับ

    มันแวบเดียว คือมันไม่ได้อยู่นาน คือพอมันเกิดขึ้นแปบนึงแล้วเราก็เหมือนกับมีความพอใจกับความเพลิน ความเพลิน ความสบาย
    ลองสังเกตดู เพราะงั้นพี่ถึงบอกไง ว่าให้ดูตัวเพลิน ดูตัวความสบาย ดูจนกว่าจะเห็นว่ามันเป็นแค่อะไรอย่างหนึ่ง ที่มันปรากฏอยู่ในระหว่างของจิต
    กับกาย แล้วเดี๋ยวเราจะตื่นขึ้น

    คือจากเดิมนี่ พี่ว่าอย่างบอยนี่ จริงๆนะ ถ้าไม่มีเครื่องทุ่นแรงนะมันหลายปี  กว่าที่จะดูได้ถึงขนาดนี้ นี่มันมีเครื่องทุ่นแรงเยอะ
    เราทำบุญเยอะ  อะไรเงี้ย  แต่จริงๆพวกเราเนี่ยมันเหมือนได้กำไร คือได้ไหว้พระอรหันต์ ได้ฟัง CD พระอรหันต์บ่อยๆ มันเป็นกำลังใหญ่
    คนอื่นเขาไม่มีโอกาสกัน  หรือไม่บางทีเนี่ย พระอรหันต์บางองค์ท่านก็ไม่ได้พูดแบบอย่างเงี้ย พูดไปอีกแบบนึง  คือคำพูดไปยังไง จูงไปยังไง
    ใจมันก็ต้องไปทางนั้น

    ถ้าผมเพียรไปเรื่อยๆอย่างนี้ นิพพานมันก็หวังได้ในชาตินี้ใช่ไหมครับพี่ตุลย์

    แน่นอน เนี่ยพวกเราหวังได้ทุกคนแหล่ะ

    สาธุครับ เป็นกำลังใจที่ดีมากเลยครับพี่"


    แม้จะทุกข์บ้าง ท้อบ้าง เหนื่อยบ้าง ล้มบ้าง
    แต่ผมก็จะไม่ยอมแพ้มันครับ จะก้าวเดินต่อไป เพื่อทำปณิธานให้สำเร็จ และเพื่อคนที่ผมรักทุๆคน


    ขอบคุณทุกๆคนที่คอยเป็นห่วงมาตลอดนะครับ ตอนนี้ยอมรับว่าปัญหา และทุกข์มันเยอะจริงๆครับ
    แต่ผมไม่ท้อ และถึงจะล้ม ก็จะลุกขึ้นมาใหม่แน่นอนครับ ^^


     

    February 19

    บ่น

     
    แค่อยากบ่นว่า มันจะปัญหาเยอะแยะอะไรแบบนี้ค้าบพี่น้อง
    ผ่านพ้นไปด้วยดี ด้วยไว ทีเถอะ...เหนื่อยแล้วนะ
     
    February 16

    ท้อ

     
    เท่าที่จำได้ เกิดมา 23 ปี รู้สึกเหนื่อยมากๆกับชีวิตเพียงไม่กี่ครั้ง
    เพราะส่วนใหญ่เราเป็นคนที่สู้ และไม่ยอมแพ้กับอุปสรรคอะไรง่ายๆ
    และที่ผ่านมา มันก็ผ่านมาได้ด้วยดีเสมอมา
     
    ช่วงที่เหนื่อย และท้อที่สุดในชีวิต คงเป็นตอนที่อยู่ปี 4
    ช่วงนั้นเป็นตอนที่พ่อป่วยเป็นมะเร็ง
    แล้วก็ต้องทำโปรเจ็คแข่ง Samart รอบสุดท้าย
    ต้องทำโปรเจ็คจบ
    ชีวิตแทบไม่ได้เข้าเรียน ต้องกลับไปคอยดูแลคุณพ่อตลอด
    โปรเจ็คต่างๆ ก็ต้องยอมอดนอนเป็นเดือนๆ เพื่อปั่นให้สำเร็จ
    นอจากนั้น ก็มีเหตุการณ์ให้ต้องเลิกกับคนที่คบกันมาสี่ปี ก่อนวันสอบ final หนึ่งวัน
    และก่อนพ่อเสียไม่กี่เดือน
     
    ตอนนั้นเรายังผ่านมาได้นี่นา ตอนนี้ก็คงเป็นอีกแค่ครั้งนึงที่แม้อะไรๆ
    จะรุมเข้ามาพร้อมๆกัน แต่เราก็น่าจะผ่านไปได้ ( ด้วยสติ )
     
    แต่อาการเหนื่อยมันห้ามไม่ได้ เหนื่อยกายยังพักได้ แต่เหนื่อยใจนี่สิ
    เหนื่อยใจมากๆเลย นอนหลับไม่สนิทมาหลายวันแล้ว ( จริงๆเพราะอาการไอมากกว่า )
     
    คิดถึงพ่อจัง
     
    พ่อครับ บอยจะผ่านมันได้(ด้วยดี)ใช่ไหม.........
     
     
     ป.ล. ขอบคุณทุกๆคนที่แสดงความเป็นห่วงนะครับ จริงๆผมโพสท์ตอนอารมณ์เบื่อมันขึ้นมาน่ะครับ
    กะเอาไว้แค่ระบาย แล้วก็บ่นๆ นิดหน่อย  ^^  ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมยังดูจิตอยู่ตลอดครับ
    ถึงจะจมน้ำ เวลาสติมา มันก็โผล่ขึ้นมาหายใจบ้างเป็นพักๆค้าบ : )
     
     
    February 08

    (เดินตาม) ปณิธาน + เจริญสติสำหรับโปรแกรมเมอร์

     
    วันนี้ไม่สบายอีกแล้ว ทั้งๆที่พึ่งหายเอง เราทำงานหนักไปหรือเปล่าเนี่ย ><'
    ตื่นเช้ามาก็เลยพยายามทานวิตามินซีเยอะๆ หวังว่าจะทันการณ์นะ
     
     
    หลังจากชีวิตเปลี่ยนแปลงมาระยะนึง ก็ได้หาเวลาว่าง มานั่งคิดทบทวนดู
    สำหรับช่วงอายุ 23 ปี  ถือว่าเราได้ออกมาทำอะไรที่ตั้งใจไว้ได้เร็วเหมือนกัน
    โอกาสได้เข้ามาเร็วกว่าที่คิดไว้
     
     
    เราเป็นคนที่แปลกมาแต่เด็ก มักจะมีความคิดอะไรที่ล้ำหน้าอายุไปเรื่อยๆ
    ตอนไปเจอหมอพีร์ พี่เขาบอกว่า จิตบอยมันคนอายุ 27 ไปแล้ว  ฮ่าๆๆ
    ควรจะดีใจไหมหว่า - -'
     
     
    เรามีปณิธานอะไรหลายๆอย่างที่ตั้งใจไว้  ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน
    อันแรกคือ เราอยากมีธุรกิจของตัวเอง + ได้สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ
    ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ เราไม่เคยนึกเลยว่าจะมีให้ได้เข้ามาทำพร้อมๆกันเร็วขนาดนี้
    ตอนนี้เลยหนักทีเดียว แต่เราก็สนุกกับมันนะ และมั่นใจลึกๆว่าจะทำมันได้ดีทั้งคู่ ( หลอกตัวเองเปล่าหว่า )
     
    ซึ่งที่จริงแล้ว การที่เราอยากมีธุรกิจเอง ก็จะได้เลี้ยงดูแม่ได้ไวๆ และมีงานให้พี่สาว หรือญาติๆ เพื่อนๆทำด้วย
    ส่วนการได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ  เป็นความฝันของเรา ที่จะประสบความสำเร็จในวงกว้าง
    เพื่อที่จะได้มีส่วนช่วยในปณิธานข้อต่อไปของเรา
     
     
    ที่เขียนมาคือปณิธานของชีวิตนี้ในทางโลก  ยังมีปณิธานอีกอย่างหนึ่งที่ติดตามเรามา
    เราจำได้ว่าตอนเราอยู่ประมาณ ป.2 หรือ ป.3 เนี่ยแหล่ะ  อยู่ดีๆ เราก็บอกแม่ว่า
    "แม่ครับ บอยจะไปนิพพานนะ"   ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่านิพพานคืออะไร  แต่มันฝังใจมาก ว่าจะต้องไปให้ได้
    ความคิดนี้ ติดตามเรามาเรื่อยๆ  ซึ่งมันเป็นจุดที่ทำให้เราไม่ค่อยหลงระเริงไปกับอะไรๆที่ไม่ดีในโลกนี้
    ทั้งๆที่เราอยู่ตัวคนเดียวมาตั้งแต่มัธยม  ซึ่งไม่ใช่ว่าเราไม่เคยลองอะไรที่ไม่ดีนะ 
    เคยดื่มเหล้าไปแก้วนึง แล้วก็รู้สึกว่า มันแค่เนี้ยหรอ
    เคยลองสูบบุหรี่ดู แล้วก็รู้สึกว่า ทำลายปอด
    จากนั้น มันก็ไม่เอาอีกเลย ไม่เห็นประโยชน์อะไร ที่จะไปแตะของพวกนั้นอีก
     
    เราสงสัยเรื่อยมา ว่าทำไมเราถึงอยากไปนิพพานขนาดนั้นนะ  จนเร็วๆนี้เอง จึงพอได้ทราบซึ่งเหตุผลนั้นบ้าง
    ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริง ไม่จริง  เพราะกิเลสอาจจะหลอกเราก็ได้  ไว้จะหาโอกาสเขียนให้ฟัง
     
    คราวนี้ปณิธานการไปนิพพานของเราก็แปลกอีกนั่นแหล่ะ  คือแทนที่เราจะรีบๆไป
    เรากลับอยากพาคนอื่นๆ ให้ได้เข้าใจจุดนี้  เข้าใจหนทางนี้ และไปด้วยกัน
    อย่างน้อย ก็เป็นการปูทางไว้ให้  ให้ได้ก้าวเดินต่อกันได้อย่างมีจุดหมาย
    ถ้าทำได้อย่างนั้นแล้วเราถึงจะสบายใจ  
     
    ซึ่งถ้าเราประสบความสำเร็จทางโลกได้ระดับนึง เราจะพูดอะไรก็คงดูมีน้ำหนักพอ
    เราจะชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ ของศาสนาพุทธ  ที่คนยุคปัจจุบันลืมเลือนมันไปกัน
     
     
    แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่เราพัฒนาศักยภาพในทางโลกไปเรื่อยๆ  เราก็ต้องพัฒนาจิตใจไปด้วยเช่นกัน
    เราจะสอนคนอื่นได้ เราก็ต้องทำให้ได้ก่อน  ทุกวันนี้ จึงใช้หน้าที่การงานในโลก มาเป็นตัวพัฒนาจิตไปด้วย
    ณ จุดนี้ ต้องกราบขอบพระคุณหลวงพ่อปราโมทย์  และพี่ตุลย์ ตลอดจนกัลยาณมิตรทุกท่าน
    ที่สร้างความเข้าใจให้ศิษย์ที่โง่เขลาอย่างผม ได้พอเดินตามทางได้บ้าง แม้จะช้าๆ แต่ก็ไม่ออกนอกทางใช่ไหมครับ ^^
     
    สุดท้ายเพื่อนๆที่ทำงานเกี่ยวกับคอมพ์ทุกท่าน  อยากจะฝากวีดีโออันนึง ที่อาจจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ
     
      
     
    ครั้งหนึ่งข้าท่องไปในป่าลึก
    สุดระทึกผจญสัตว์ภัยมากหลาย
    ด้วยใจมั่นสละชีพ ไม่กลัวตาย
    หวังทลายอวิชชาให้พังลง
     
    อนิจจาปัญญายังน้อยนิด
    แม้ชีวิตได้สละใต้ผ้าเหลือง
    แต่กิเลสยังคงยึดครองเมือง
    ยังรุ่งเรืองในจิตใจไม่เสือมคลาย
     
    จากชาตินั้นมาชาตินี้ยังฝังใจ
    อยู่ภายในยังคงก้อง "พระนิพพาน"
    จะขอเดินตามทางปณิธาน
    ด้วยใจหาญ เฝ้าตามดู กิเลสเอย
     
     
    February 02

    " เก็บไว้ในความทรงจำ 14 ก.พ. 46 "

     
    ถ้าเห็นชื่อหัวข้อ อาจจะนึกว่าเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ ^^ ไม่ใช่นะครับ
     
    วันนี้ผมนึกครึ้มอะไรไม่รู้ ลองเอา e-mail ตัวเอง ไป search ใน google  ก็นั่งๆดูไป
    ไปสะดุดเวบนึง เขียนว่าโต๊ะสวนฯ  ผมเริ่มสงสัยว่า ผมไม่เคยไปโพสท์อะไรไว้เลยนี่นา
    จึงได้ลองเข้าไปดู
     
     
    กระทู้นี้ เป็นกระทู้ที่ขอให้ช่วยกันโพสท์ บทความดีๆที่เกี่ยวกับสวนฯกุหลาบหน่อย
    ผมค่อยๆเลื่อนลงไป แล้วก็เข้าใจว่า ทำไมชื่อ และ e-mail ของผม จึงไปโผล่ในที่นี้
     
    ผมหลับตาลง......... ภาพเก่าๆ ค่อยๆย้อนกลับมาหาผม เมื่อผมค่อยๆไล่อ่าน เรื่องราวที่ผมเคยแต่งไว้
    แต่งไว้ ณ วันที่ ผมจะได้ใช้ SK 121 เป็นวันสุดท้าย เพราะหลังจากวันนั้น ผมจะกลายเป็นศิษย์เก่า
    เป็น OSK แทนแล้ว
     
    ครั้งนั้น ผมแต่งเสร็จ แล้วก็ส่งให้เพื่อนสนิทๆได้อ่านกันในเมล์ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ
    ไม่นึกว่าจะมีการ forward ต่อ และมีคนที่ชอบเก็บเอาไว้อ่าน และนำมาโพสท์ไว้
     
    บทความชิ้นนี้ คงหายไปกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของผมแล้ว
    รู้สึกดีเหมือนกัน ที่วันนี้ได้มาเจอบทความอันนี้อีก  ขอนำมาเก็บไว้ที่นี่เลยแล้วกันนะครับ ^^
     

    " เก็บไว้ในความทรงจำ 14 ก.พ. 46 "


    ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะผมอยากให้มันเป็นเครื่องช่วยเตือนค่ำคืนของวันที่ 14 ผมอยากให้ทุกคน หาสิ่งเตือนค่ำคืนนี้ไว้กับตัวเองเช่นกัน เพราะมันเป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิตของทุกคน
    ---------------------------------------------------------------------------------------
    มิตรภาพมันเกิดตอนไหน ?
    ท้องฟ้าตอนเช้าค่อนข้างมืดครึ้ม ฝนตกปรอยๆ เหมือนกับฟ้าจะร่วมในพิธีของเรา วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้ใช้ sk 121 แล้วสินะ เพราะเราจะกลายเป็น osk 121 แล้ว เริ่มด้วยตอนเช้าก็มีการฝากความทรงจำไว้ภายใต้เสื้อนักเรียนสวนกุหลาบ แล้วก็เริ่มการสอบกัน การสอบดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

    11.35 แล้ว พิธีจากเหย้าของเราชาวม.6 กำลังจะเริ่มขึ้น

    13.00 มีการรวมตัวกันที่สนามฟุตบอลเพื่อสักการะกล่าวลา รัชกาลที่ 5 และพ่อปู่ จากนั้นก็เป็นการเดินไปขึ้นหอประชุม มีการยืนปรบมือลาของน้องๆ ม.1 ตลอดทาง

    14.00 กิจกรรมบนหอประชุมได้เริ่มขึ้น มีกิจกรรมมากมาย อาทิ สู่อ้อมอกพี่ การมอบเกียรติบัตรแก่สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ การแสดงของอาจารย์ การแนะนำกรรมการรุ่น ก็สามารถจะทำให้มีความรื่นเริงกันพอสมควร มีการเปิดสไลด์ชีวิตชาวสวน บรรเลงพร้อมกับเพลงที่มีเนื้อสุดฮิตอย่าง ยามค่ำ ย่ำสนธยา ... ตอนนี้อาจจะเศร้าบ้าง แต่ก็ไม่ทำให้ผมร้องไห้ได้หรอก นอกจากนี้ยังมีการสักการะพ่อปู่ มีพิธีกราบลาอาจารย์ แล้วก็จะร้องเพลงเดิมในตอนจบของพิธี

    จากนั้นทุกๆคนก็ลงไปข้างล่าง เซ็นเสื้อกันต่อ แล้วเข้าไปในงานเพื่อทานอาหาร และร่วมสนุกกัน การรับประทานอาหารดำเนินไปอย่างสนุกสนาน แม้ว่าอาหารจะหมดเร็วเหลือเกินก็ตาม แต่ก็ไม่ค่อยมีใครอยู่ประจำโต๊ะหรอก เพราะต่างก็เดินถ่ายรูป หาเพื่อน เพื่อเก็บเกี่ยวความทรงจำในวันนี้ไว้กันให้มากที่สุด

    เมื่อรับประทานอาหารและสนุกกันสักพักนึงแล้ว อาจารย์ก็ดำเนินพิธีต่อ มีการแจกเทียน แล้วจุดกัน จากนั้นก็มีการร้องเพลงต่างๆ สุดท้ายก็เป็นเพลงเดิม เพลงที่สามารถทำให้ทุกคนเศร้าได้เสมอ ถึงตอนนี้หลายๆคนเริ่มร้องไห้กันแล้ว แต่ไม่ใช่ผม ถึงจะเศร้าๆบ้างก็ตามที่ต้องจากโรงเรียนที่มีความทรงจำถึง 6 ปีไปก็ตาม ตอนจบก็เป็นการบูมสวนฯ แล้วก็มีอาหารมาให้รับประทานกันต่อ ตอนนี้คงไม่มีใครกินลงกันมากนัก เพราะเห็นหลายคนร้องไห้ มันก็เลยซึ้งตามไปด้วย แม้ว่าดนตรีจะเป็นเพลงร็อคก็ตาม

    หลังจากทานอาหารเพิ่มเติมกันเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มเป็นการกล่าวลาสวมกอดกันอย่างลูกผู้ชาย หลายๆคนน้ำตาเริ่มไหลกันมากแล้วในตอนนี้ แต่ไม่ใช่ผมแน่นอน เพื่อนๆหลายๆคนที่ร้องไห้เริ่มมาสวมกอดผมพร้อมกับกล่าวว่า “ มึงอย่าลืมกูนะ มึงอย่าทิ้งกูนะ” คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3... น้ำตามันไหลลงมาตอนไหนนะ คนที่เข้มแข็งมากๆอย่างผม คนที่เกิดมาเคยเสียน้ำตานับครั้งได้ คนที่ไม่เคยคิดว่างานนี้จะสามารถเรียกน้ำตาผมได้ แล้วน้ำตาที่อาบตรงแก้ม และตาของผมมันมาจากไหนกัน คำพูดที่ผมไม่เคยคิดจะพูดเริ่มหลั่งไหลออกมาจากปากของผม เพื่อนที่ไม่ค่อยจะเจอหน้ากันนัก พูดคุยกันนับครั้งได้ กลับมีความห่วงหาเกิดขึ้นอย่างประหลาด ผมกลัว กลัวจะไม่ได้เห็นหน้าทุกคนอีก กลัวว่าเวลาที่ดำเนินไป เวลาที่เป็นตัวพรากพวกเราไป จะทำให้พวกเขาลืมชื่อผม ลืมหน้าผม แล้วเมื่อโชคชะตาดำเนินให้เจอกันอีกครั้งทุกคนจะไม่สามารถจำกันได้ น้ำตาผมยิ่งไหล แม้ว่าจะกลั้นมันแล้วก็ตาม “มึงอย่าร้องกันดิวะ ไอ้เหี้ยเอ้ย “ ผมเริ่มเกลียดเวลา เวลาที่กำลังยิ้มอยู่ กำลังดีใจที่สามารถพรากพวกเราจากกันได้ แต่พลันนั้นเอง ผมก็คิดขึ้นมาได้ และผมก็ขอบคุณเวลาในอีกมุมหนึ่ง คือเวลาที่มอบคนรอบข้างที่อยู่กับผมตอนนี้มาให้ผม ได้มอบความทรงจำในคืนนี้มาให้ผม ได้มอบมิตรภาพที่ผมไม่เคยรู้เลยว่ามันเกิดขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่ตอนนี้มันเปี่ยมล้นอยู่ในตัวผม ความรักที่ผมมีให้เพื่อนก็เช่นกัน เมื่อมันมามันไม่เคยบอก แต่มันได้แสดงออกมาแล้ว ว่ามันอยู่ภายในตัวผม ผมจ้องหน้าเพื่อนๆทุกคน คนแล้วคนเล่า มองไปข้างหน้า แล้วมองไปบนฟ้า ทำไมน่ะหรือ เพราะผมจะจำหน้าทุกคนไว้ จำทุกสิ่งทุกอย่างของทุกคน จำท้องฟ้าที่มีเมฆสีดำ ดวงจันทร์เต็มดวง ตึกยาวที่อยู่เบื้องหน้าผม ผมจะจำทุกสิ่งทุกอย่างในคืนนี้ ในเวลานี้ไว้ทุกส่วน จำไว้ด้วยหัวใจเพื่อผมจะได้ไม่ลืมคืนนี้ เพราะไม่ว่ายังไงหัวใจจะต้องอยู่กับผมไปชั่วชีวิต โชคดีนะทุกคน ขอให้เจอเส้นทางที่ตัวเองรัก เมื่อพบแล้วขอให้นึกถึงเพื่อนคนนี้บ้าง จะจำทุกคนตลอดไป สัญญา ……

    “จากคนละฟ้า จากคนละแผ่นดิน กลับมาโบยบินข้ามไปสุดฟ้าจนได้พบกัน อาจเป็นเพียงลม ที่พาเราพบพาน ให้เราได้รักกัน และให้ฉัน ต้องฝืนใจลา อาจเป็นเพราะรักที่ผ่านมากับลม ผ่านมาเชยชม เพียงแผ่วพริ้วแล้วมันก็จางไป เก็บความทรงจำ เก็บงำในหัวใจ อยู่เพียงเดียวดายในเมื่อรักจากไปพร้อมสายลม เมื่อเป็นความรัก ที่ไม่อาจเผยใจ เก็บมันเอาไว้ เก็บมันเอาไว้ ไม่อาจยอมให้เธอรู้ เมื่อใดที่ลมพัด ให้ผ่านมาหน่อยได้ไหม อยากให้คืนวันที่ดีเหล่านั้นได้หวนมา เมื่อใดที่ลมหวน ที่เธอจะกลับมาหา เฝ้ารอเวลาที่ลมแห่งรักจะพัดพา มาอีกครั้ง…………….”

     
    ยังคงรัก และคิดถึงเพื่อนๆ SK121 ทุกคนครับ ;-)
     
    January 31

    สับสน

    สับสน

    คำคำนั้น

     
    สับสนในความรู้สึก ลึกๆยังคงไม่เข้าใจ
    อะไรที่ทำให้เปลี่ยนไป และเช่นไรที่ฉันควรทำ
     
    เก็บงำในความรู้สึก อยู่ลึกๆในคำๆนั้น
    รอช่วงเวลาที่สำคัญ ที่ฉันจะได้เอ่ยออกไป
     
    จุดไหนที่ตัวฉันอยู่ อยากรู้ความจริงในใจ
    ถ้าหากได้แสดงออกไป ถึงความห่วงใยข้างในนี้
     
    แต่คำคำนั้นช่างยาก ที่จะออกจากปากฉันไป
    เพราะฉันคงรับไม่ไหว ถ้าอะไรๆไม่เหมือนเดิม
     
     
    January 26

    เดี๋ยวมันก็ผ่านไป


    ฉันอ่อนแอ เหลือเกิน ในวันนี้
    ทุกนาที ช่างผ่าน ไปยากเย็น
    ไม่รู้และ ไม่เข้าใจ (ใน)สิ่งที่เป็น
    ช่างลำเค็ญ น่าอนาถ ในจิตใจ
     
     
    หลายๆคน ต่างมอง ฉันเข้มแข็ง
    ดั่งกำแพง เป็นที่พึ่ง ยามหวั่นไหว
    แต่วันนี้ ฉันนั้น ไม่เข้าใจ
    มันหายไป ความเข้มแข็ง ที่เคยมี
     
     
    รู้ฉันรู้ ว่าเดี๋ยวฉัน ก็ดีขึ้น
    แค่รำพึง บ่นออกมา เพราะใจหาย
    อยากร้องไห้ ออกมา ให้ฟูมฟาย
    แต่เป็นชาย แม้ใจสลาย ต้องอดทน
     
     
    อาจเป็นเพราะ ฉันนั้น เหนื่อยล้ายิ่ง
    กับการวิ่ง ไขว่คว้า หาความสุข
    เพราะสุดท้าย สิ่งที่เจอ คือความทุกข์
    ใครช่วยปลุก ให้ฉันตื่น จากฝัน(ร้าย)ที
     
     
    เพียงแค่มอง ย้อนดูใจ เห็นความเศร้า
    มันจะเบา จางคลาย ค่อยหายหน
    ฉันก็รู้ ฉันก็ทำ และอดทน
    ตนพึ่งตน ถึงได้ผล  กว่าอื่นใด
     
     
    (เขียน)ถึงตรงนี้  ความเศร้า  จางหายแล้ว
    แต่ไม่แคล้ว  อีกไม่นาน คงจรใหม่
    ฉันต้องอด ทนดู มันเรื่อยไป
    หวังในใจ อีกไม่นาน คงพ้นมัน(ถาวร)
     
     
    กับประตู บานนั้น ที่ยังปิด
    ฉันยังคิด และยังรอ ด้วยความหวัง
    ถ้าทำดี ฉันเชื่อ(ว่า) สักวัน
    ประตูบานนั้น คงเปิดรับ ฉันไปเอย
     
     
    ......บ่นไปเรื่อยเปื่อย
     
    January 05

    New Year Wishes

     
    และแล้ววันปีใหม่ ก็ผ่านพ้นไป ทุกๆคนทำอะไรในวันปีใหม่กันบ้างครับ 
    สำหรับผม ก็ได้กลับไปต่างจังหวัด ใช้ชีวิตกับครอบครัวเต็มที่เลย
    ได้พาแม่ไปเที่ยว ได้พาปู่ และอาไปทานอาหาร ค่อยรู้สึกว่าได้ทำหน้าที่ลูก และหลานที่ดีหน่อย ^^
     
    ปีใหม่ปีนี้ เป็นปีที่ไม่ค่อยได้ส่ง sms ไปอวยพรใครก่อนเลย อาจจะเป็นเพราะวุ่นๆ และก็ไม่อยากแย่งเครือข่ายกับเขา ;P
    แต่สิ่งที่ผิดคาดคือ กลับมี sms จากพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ เข้ามาเยอะมากเลย
     
    ขอบคุณทุกคนมากๆนะครับ ขอบคุณที่ยังนึกถึงกันเสมอ พยายามตอบกลับไปทุกคน ถ้าตกหล่น หรือ sms ส่งไปไม่ถึงยังไง
    ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะครับ ^^
     
    พื้นที่ที่เหลือ ขอนำคำอวยพรจากทุกคนมาบันทึกไว้แล้วกัน เพื่อเป็นความทรงจำดีๆ และเป็นแรงใจ สำหรับปีนี้ครับ
     
    พี่นุ่น
    Before the last day of 2551 ends, before u will be flooded with cliche new year msg, i'd to send my gratitude, my kind wishes to u to begin the new year with sati and blessing mind. Happy any year ka.
     
    ยุ้ย
    Happy New Year 2009 ... Wish you happiness, healthy, and luck for all year. Have a wonderful work with great life ka ^^ ...

    พี่ริท
    ThiS iS My msg 4 TÖMoRRÖW

    REÄD iT TÖMorRÖW pls

    dnt b StuBbÖRN!
     
    พี่โอ๋
    Lets Celebrate ß Happy New Year 2009...Wish u the most lukiest, happiest guy ever krub...  --,--(@
     
    น้องเบนซ์
    Kor hai P' mee kwam sook mak mak naka. Lucky in game and in love ka
     
    ตาล
    Faith makes things possible..
    Hope makes things work..
    Love makes things beautiful..
    Wish all these three b with u (",)
    HAPPY NEW YEAR 2ÖÖ9!! naja ^.^
     
    พี่โอ
    "Happy New year" na krub. I wish you will be happiness, richest and funniest in year 2009. \ (*0*) / yoh yoh happy happy!! ...
     
    จุ๊บ
    Happy New Year 2009, I wish u r loved, u r lucky, u r healthy, u r wealthy, u r safe very happy na ja ^^
     
    Ju~Ne
    ขอให้ปีใหม่นี้ทุกท่านจงมีความสุขอันเกิดจากการละความยึดมั่นถือมั่น พรใดๆที่จะเอื้อต่อการเกิดมรรคผลนิพพาน ขอจงบังเกิดมีแด่กัลยาณมิตรทุกท่านเทอญ _/|\_ สวัสดีปีใหม่เจ้า
     
    พี่หนก
    Keep the smile. Leave the tear. Think of joy. Forget the fear. Hold the laugh. Leave the pain. Be joyous, Coz its new year! HAPPY NEW YEAR 2009...Nokz
     
    N'Mee~
    thx ka P'Boy~
    take a rest n' take care of urself na ka
    happy new year ka ^^
     
    พิมมี่
    Even I don't c U!
    Even WE have Less talks
    Less hellos
    Less stories
    Less greetings
    Please remember that... My CARES will never be less.Happy New Year na ja
     
    พี่ก้อย
    3
    ....
    2
    ...
    1
    ...
    BANG!!!
     
    ''Happy New Year''
    All best wishes comin 2 u.
    @^-:-^@
     
    พี่ฮวง
    Happy wish ... Happy day ... Happy year ... Start your happy life tomorrow with happy feeling ... happy new year . (HuangJR)
     
    น้องดาว
    Greeting of the New Year 2009.Wishing you all success in the next. May love,wonder delight laughter all best thing fill your life ka alway smile na ka @^v^@
     
    ยุ้ย
    Please wait 23:59:50 before read
    10
    9
    8
    7
    6
    5
    4
    3
    2
    1
    ..0!!
    "HaPPy New Year 2009"
    Wish happines, success &healthy for u & ur family
    all new year :YUI ka
     
    อิทธิพงศ์
       ("v") 
        "v"
    My new year gift may b small,
     
    but it's all I've got.
    Happy new year!
    For everyone who's got their places in my heart.
    Wish u a great year!
     
    พี่จูน
    May this season of giving bring the happinest of moments and the warmest of the memories to keep in your heart all year long. Happy New Year 2009... June ...^_^
     
    พี่มีน
    Wish You A...Great, Prosperous, Blissful, Healthy, Bright, Delightful,  Energetic, Terrific & Extremely ...happy, HAPPY NEW YEAR 2009, mean.
    น้องปอย
    Wishing you have joys of the season. May every sparkle light up your life with success, happiness&have wonderful memories. HAPPY NEW YEAR 2009 na
     
    พี่แนน
    In this year, 2009, All the best: the best of happiness, health, wealthy, success in career life, true love and pure mind will be happened for you. HAPPY NEW YEAR :-)
     
    น้องบิ๊ท
    ::Wake up:: ::Wake up::
    This morning is a good times.
    Hup Hub Hup Hub Hup Hub...
     
    <<H¤PPY NEW YEARs ,2009>>
    ((Keep Walking))
    @little bit@
     
    เขื่อน
    Wish your life be filled with all of love. The speacial thing that you hope will become true
    &I'm apprecated everything you done for me
    Happy New Year2009
     
    เอก
    Health makes all things possible, Wealth makes all things work, Love makes all things beautiful. Wish u have all three in 2OO9. Happy New Year na!
     
    พี่น้อง
    HAPPY NEW YEAR 2009 HEALTHY,SUCCESSFUL IN THE EVERYTHING..
     
    แน๊ต
    +Happ¥ 365 days+
    whatever u do
    wherever u go
    whenever u breathe
    wishing u wonderful &the peacetime of life.
    + HAPP¥ N€W ¥€AR 2009 +
     
    พี่แต้ว
    และแล้ววันปีใหม่ก็ผ่านไป แต่ยังไงก็ขอให้สุขสดใสตลอดปีนะคะ HP-NY ค่ะ ^^
     
    แอม
    Happy new year to u ka!!^^wish u all the best na ka
     
    พี่หมุย
    Happy new year to you la. :)
     
     
    ขอบคุณทุกคนอีกรอบนึงนะค้าบ ขอบคุณมากๆเลย
    ทุกๆคนช่วยให้ผมรู้ว่า คนสำคัญยังอยู่รอบตัวผมตลอด ไม่เคยหายไปไหน ^-^
     
    ส่วนคำอวยพร ที่ทำให้ผมดีใจ และซึ้งใจมากที่สุด ผมขอนำมาบันทึกไว้หลังสุดเลยนะครับ
    เป็นคำอวยพรจากพี่ตุลย์นั่นเอง เมื่อปีก่อน ผมยังยืนมองพี่ตุลย์จากที่ไกลๆอยู่เลยครับ
    แต่ด้วยโอกาส หรือบุญเก่าอย่างไรก็ตาม ทำให้ผมได้เข้ามาเป็นลูกศิษย์ และได้ช่วยงานพี่
     
    ผมอาจจะพลาดพลั้ง ทำอะไรไม่ดีไปบ้าง แต่คำสอนของพี่ยังดังก้องอยู่ในใจผมทุกๆคำครับ
     
    ต่อจากนี้ไป ผมจะตั้งใจพัฒนาตัว(จิต)ผมเองตามที่พี่สอน ผมจะดำเนินตามรอยพี่นะครับ
     
    พี่ตุลย์
    "รุ่งเรืองทางจิตยิ่งๆขึ้นนะบอย"
     
    _/\_
     
     
     

    December 31

    ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

     
    ชีวิตปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นปีที่มีอะไรเกิดขึ้นหลายอย่างมากเลย
     
    อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตมาก่อน ก็ได้เกิดขึ้น
     
    ได้พบเจออารมณ์หลายๆแบบ ที่สลับกันหมุนเวียน จนตั้งตัวแทบไม่ทัน
     
    และอารมณ์เหล่านั้น ก็คงยังดำเนินต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่จบลงง่ายๆ
     
    แต่....เราเลือกเองนี่นา   ต้องอดทนรอไป  ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
    แล้วปล่อยให้โชคชะตา และการกระทำ นำทางไป
     
    แต่ไม่ใช่ว่า ในความเศร้า ไม่มีเรื่องดีๆเสียเลย
     
    อย่างน้อย เราก็ยังยิ้มได้ เมื่อนึกถึงช่วงเวลาดีๆ
     
    อย่างน้อย เราก็ดีใจ ที่ครั้งนึงได้เคยพยายามทำอะไรหลายๆอย่างมากขนาดนี้
     
    อย่างน้อย ก็ทำให้รู้ว่า เพื่อนพร้อมสนับสนุนเราเสมอ
     
    อย่างน้อย มันก็ได้นำ หลายๆคนที่มีค่ามากมาย ให้เข้ามาในชีวิตของเรา
     
    อย่างน้อย เราก็ได้เรียนรู้แง่มุมใหม่ๆ ของมันมากขึ้น
     
    อย่างน้อย ความเข้มแข็งที่มีวันนี้ ก็เป็นของจริง ที่เกิดจากความเจ็บปวดแสนสาหัส
     
    ไม่ว่าปีต่อไป จะเป็นอย่างไร เราจะไม่ท้อถอย และไม่เสียใจในการกระทำ
     
    ประตูบานหนึ่ง ที่ไม่รู้ว่าจะเปิดเมื่อไหร่  เราจะยังเฝ้ารอ
     
    และเตรียมตัวไว้ให้พร้อมที่สุด เพื่อที่เมื่อประตูบานนั้นเปิดออก เราจะดี และเข้มแข็งพอ
     
    ส่งท้ายปีเก่าไว้ ณ ตรงนี้  ขอต้อนรับปีใหม่ ด้วยจิตใจที่เติบโตมากกว่าเดิม
     
     
    ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆนะครับ ขอบคุณความทรงจำที่มีค่า ที่ร่วมกันสร้างมา ขอบคุณจริงๆครับ
     
    สุขสันต์วันปีใหม่ครับ ^^
     
     
     
     
    December 23

    Before Christmas & Hope

     
    ก่อนอายุ 21 ปี วันคริสต์มาสต์ไม่เคยมีความสำคัญกับเรามากขนาดนี้
     
    ชีวิตเราได้เปลี่ยนไป ในวันคริสต์มาสต์ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว
     
    คริสต์มาสต์ปีนี้ ใกล้เวียนมาบรรจบอีกรอบแล้วสินะ  เร็วจัง.......
     
     
     
    หวัง ให้วันเวลา ช่วงนี้ผ่านไปด้วยดี
    หวัง ให้สิ่งที่รอคอย ได้สมหวัง
     
    หวัง ให้ฟ้าหลังฝน มีแสงอาทิตย์รออยู่
    หวัง ให้คืนมืดมิด ยังมีดาวส่องแสง
     
    หวัง ให้ใจดวงนี้ จงเข้มแข็ง
    หวัง ให้ความอ่อนแอ จงหายไป
     
    หวัง ให้หัวใจเธอ ได้ยินเสียงหัวใจฉัน
    หวัง ให้หัวใจเรา  เป็นดวงเดียวกัน

    หวังให้ฉัน ได้ดูแลเธอ ตลอดไป....
     
     
    December 12

    กำลังใจ

    ช่วงนี้เหนื่อยมากๆจริงๆ ชีวิตกำลังเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง
    การต้องตัดสินใจเรื่องต่างๆหลายๆเรื่อง ในเวลาพร้อมๆกัน มันทำให้เรากดดัน แล้วก็เหนื่อยมาก

    ปรัชญาของที่เรายึดถือมาตลอด คือ เราต้องกล้าตัดสินใจ มันไม่มีถูก ไม่มีผิด
    ถ้าจะผิด ก็คือผิดที่ไม่กล้าตัดสินใจเท่านั้น

    แต่ถ้าเราได้กล้าที่จะตัดสินใจ เลือกทางเดิน ไม่ว่าผลลัพธ์มันจะดีหรือร้าย
    เราก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ เพราะเราได้มีความกล้า ที่จะออกก้าวเดินด้วยตัวเอง

    แต่ตอนนี้ พอต้องตัดสินใจหลายๆเรื่อง จริงๆ จังๆ โดยเฉพาะเวลามีบุคคลอื่นจะได้รับผลกระทบ
    จากการตัดสินใจของเราด้วย มันก็ยิ่งยากไปกันใหญ่เลย  หวังว่าจะจัดการให้มันผ่านไปได้ดีที่สุด
    โดยไม่มีใครต้องเสียใจ จากการกระทำของเรานะ

    เหนื่อยยยยยยยยยยยยยย

    แต่วันนี้

    ลางาน เนื่องจากปวดหัว

    ตื่นเช้ามาได้เปิดอีเมล์ดู ก็ได้พบกำลังใจอันล้ำค่า จากอาจารย์ทางธรรมของผม

    ช่วงนี้ผมคิดว่าผมภาวนาไม่เอาไหนเลย เพราะหมกมุ่น และฟุ้งซ่านกับเรื่องต่างๆ จนไม่กล้าโผล่หน้าไปเจอครูบาอาจารย์

    แต่ก็เหมือนอาจารย์ของผมท่านรู้ ท่านจึงส่งอีเมล์มาบอกว่า

    " ปล.ช่วงนี้จิตบอยดูดีกว่าแต่ก่อน
    แต่ตอนฟุ้งๆหลงๆไปกับโลกเรื่อยๆนี่ถ้าดูทันได้จะดีกว่านี้มาก
    ดูเฉยๆไม่ต้องทำอะไร
    ดูให้เห็นว่ามันฟุ้งๆ หลงๆไปกับโลกนะ "

    เป็นประโยชน์สั้นๆ ที่ทำให้เราน้ำตาแทบไหล ด้วยความตื้นตันใจ ในความเมตตาของท่าน
    ผมจะตั้งใจนะครับ แม้จะยังหลงไปกับโลกเรื่อยๆ แต่ก็จะรู้ทันมันให้มากขึ้น

    ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่งครับ  -/\-

    นับว่าเช้าวันนี้ได้รับกำลังใจอันสำคัญ ที่ทำให้มีแรงก้าวเดินต่อไปเลยทีเดียว



    December 06

    รำลึกถึงพ่อ

    ธรรมดาคนชอบเขียนอย่างผม น่าจะต้องเขียนถึงคุณพ่อ ในวาระที่เมื่อวานเป็นวันพ่อนั่นเอง  แต่เนื่องจากเมื่อวานมีธุระยุ่งทั้งวัน ก็เลยไม่ได้โอกาสได้มาเขียนให้อ่านกัน  วันนี้ตื่นแต่เช้า เพื่อรอไปทำบุญให้พ่อ  จึงถือโอกาสนี้เขียนเล่าเรื่องให้อ่านกันนะครับ


    หลายๆคน อาจจะทราบอยู่แล้ว ว่าคุณพ่อของผม ได้จากไปเกือบสองปีแล้วด้วยโรคมะเร็งปอด   ผมยังจำได้แม่นถึงช่วงเวลานั้น  ตอนนั้นผมพึ่งขึ้นปี 4 ใหม่ๆ  ผมโดนผึ้งต่อย และแพ้พิษผึ้ง  จึงต้องไปนอนโรงพยาบาล  พ่อได้ไปเฝ้าผม และถือโอกาสตรวจร่างกายด้วยเลย


    ตอนนั้นผมกำลังนอนอยู่บนเตียงอย่างอารมณ์ดี เพราะจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่โลกนี้มักไม่มีอะไรแน่นอน ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ได้เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล พ่อผมได้เดินเข้ามาในห้อง แววตาที่พ่อมองผมเต็มไปด้วยอารมณ์หลายๆอย่าง ทั้งรัก ทั้งห่วง และเศร้าจับใจ  ผมรู้ได้ทันทีว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน แต่ผมไม่สามารถเอ่ยปากถามออกไปได้ 

     

    เรามองตากันอยู่สักพัก เวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน  ในที่สุดพ่อก็ค่อยๆเอ่ยปากบอกผม  ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป แววตาพ่อกลับเข้มแข็งอย่างประหลาด  ตรงกันข้าม ที่เมื่อผมได้ยินคำว่า  พ่อเป็นมะเร็งนะลูก   ความคิดนับพันวิ่งผ่านไปในหัวผมในช่วงเวลาไม่กี่วินาที ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นควรพูดอะไรดี   นอกจากบอกว่า ไม่ต้องห่วงนะครับ ป๊าต้องหายแน่นอน ตอนนั้นผมหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะพ่อผมตรวจร่างกายทุกปี มะเร็งที่พ่อเป็น น่าจะเป็นแค่ระยะแรกๆ แต่เพื่อความแน่ใจ ผมแต่งตัวและบอกพ่อว่าจะออกไปเดินเล่นแปบนึง

     

    แต่สิ่งที่ผมมุ่งหน้าไป คือไปหาพยาบาลที่พาคุณพ่อไปตรวจร่างกาย ผมถามพยาบาลตามตรงว่า คุณพ่อผมมีโอกาสหายไหม เป็นมะเร็งขั้นที่เท่าไหร่ คำตอบที่ได้รับ ทำให้โลกของผมกลายเป็นสีเทาในทันที ทำใจดีๆนะคะ คุณพ่อของหนูเป็นมะเร็งขั้นที่ 3 มะเร็งได้ลามไปที่ปอดทั้งสองข้าง ทำให้ไม่สามารถผ่าตัดได้ หมอคาดว่าคงอยู่ได้อีกไม่เกิน 3 เดือนค่ะ

     

    น้ำตาผมไม่ได้ไหลออกมา เนื่องเพราะผมมักจะควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์แบบนี้ได้เก่งมาแต่เด็ก แต่ข้างในใจผมมันกลับไม่เป็นเช่นนั้น น้ำทุกหยดในร่างกายได้กลั่นเป็นน้ำตา และไหลอยู่ภายใน……..

     

    เพื่อนที่สนิทกับผม จะจำกันได้ขึ้นใจว่า สิ่งที่ผมคอยบอกมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม คือให้ตั้งใจเรียน มีหน้าที่การงานดีๆ เพื่อที่จะได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ได้ ให้ท่านได้ชื่นใจ และรู้สึกดีใจ ภูมิใจ ที่มีเราเป็นลูก

     

    ผมช่างประมาทยิ่งนัก ผมคิดว่ายังมีเวลาอีกเยอะ ผมจึงไม่ค่อยได้แสดงความรักต่อพ่อของผมมากนัก นอกจากนำรางวัลต่างๆ ผลการเรียนที่ดี และคำชมของบุคคลรอบข้าง มาให้พ่อได้ชื่นใจ หลายๆคนบอกผมว่า ผมเป็นลูกที่ดี และทำให้พ่อภูมิใจในตัวผมมากแล้ว แต่ผมรู้ตัวเองดีว่าผมช่างเป็นลูกที่ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ

     

    กลับมาหลังจากที่ผมทราบข่าวจากพยาบาล ผมตัดสินใจไม่บอกพ่อ ว่าเป็นมะเร็งระยะที่เท่าไหร่ เพราะผมรู้ว่าตอนนั้นพ่อตัดสินใจที่จะสู้กับมันอย่างเต็มที่ และผมก็คิดไม่ผิดจริงๆ พ่อผมบอกว่า ไม่เป็นไร มะเร็งก็แค่ทำให้พ่อเจ็บร่างกาย แต่ใจพ่อไม่ยอมแพ้มัน พ่อจะอยู่ไปให้ถึงอย่างน้อยที่สุด ก็ตอนบอยรับปริญญาพ่อของผมช่างเข้มแข็งยิ่งนัก ถ้าผมได้ความเข้มแข็งมาจากพ่อสักครึ่งนึงก็คงดี…..

     

    หลังจากนั้นมา ช่วงชีวิตปี 4 ของผม จึงเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างลำบากพอสมควร ผมไม่สามารถไปเข้าเรียนได้ตามปกติ เพราะต้องคอยเฝ้าพ่อ และพาพ่อไปฉายแสง และทำคลีโม ทุกๆครั้งที่ผมต้องพาพ่อไปรักษานั้น ผมทรมานใจเหลือเกิน เพราะผลข้างเคียงของยา ทำให้พ่อผมซูบผอม และอาเจียนตลอด ตอนนั้นผมคิดเสมอๆว่า ถ้าเลือกได้ อยากให้เป็นผมมากกว่า และอยากให้พ่อหายดี แต่มันก็เป็นแค่ความฝัน

     

    ช่วงนั้น ผมต้องทำโปรเจ็คจบ และเนื่องจากโครงการที่ผมและเพื่อนๆส่งประกวดได้เข้ารอบสุดท้ายด้วย ผมไม่สามารถทิ้งงานและไปดูแลพ่ออย่างเดียวได้ แต่การแบ่งเวลาก็ยากเสียเหลือเกิน ผมเหนื่อย และท้อในหลายๆครั้ง แต่ทุกครั้งผมก็นึกถึงพ่อ และคิดว่า ผมต้องนำเกียรตินิยม พร้อมกับรางวัลต่างๆ มาให้พ่อได้ชื่นใจให้ได้

     

    แต่แน่นอน ผมไม่สามารถให้ความชื่นใจแก่พอเฉพาะในทางโลกเท่านั้น ผมต้องให้สิ่งที่พ่อสามารถนำติดตัวไปได้ด้วย นั่นคือบุญกุศลนั่นเอง ทุกครั้งที่ผมนั่งเฝ้าพ่อ ผมจะเปิดเสียงเทศน์ให้พ่อฟัง และผมก็จะนั่งฟังด้วย พ่อจะได้รู้สึกว่ามีผมอยู่ใกล้ๆ และมันก็ช่วยพ่อได้มากทีเดียว แม้กระทั่งในวาระสุดท้าย..

     

    พ่อผมมักจะยิ้มเสมอๆ เวลาเห็นหน้าผม แม่ และพี่ รวมทั้งเวลามีคนมาเยี่ยม ทุกๆคนมักจะชมว่าพ่อกำลังใจดีมาก

    แต่วันที่พ่อยิ้มอย่างดีใจจริงๆ ผมจำได้แม่น คือวันที่ผมเดินไปบอกพ่อว่า ผมได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งมาให้พ่อนะครับแม้ตอนนั้นผมจะยังเรียนไม่จบ แต่เกรดก็เกินมาพอสมควรแล้ว ผมจึงมั่นใจ และกล้าบอกพ่อ เพื่อให้พ่อดีใจ ส่วนอีกครั้งหนึ่งที่พ่อผมยิ้มอย่างดีใจ คือ วันที่ผมได้ลงหนังสือ และออกทีวี เนื่องจากผมได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการที่ส่งประกวดนั่นเอง ต้องขอบคุณไก่และนิค ที่ร่วมกันอดหลับอดนอนทำด้วยกันมา

     

    หลังจากนั้นเวลามีคนมาเยี่ยม พ่อก็มักจะอวดทุกๆคนว่า ผมได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และก็มักจะบอกให้หยิบหนังสือที่มีรูปผมลง ไปให้ทุกๆคนดู รวมทั้งพยาบาลที่มาดูแลพ่อด้วย แต่ผมไม่ค่อยอยากให้พ่ออวดเลย เพราะรูปผมที่ลงหนังสือพิมพ์ มันดูไม่หล่อเอาซะเลย ^^   แต่ยังไงก็ตาม ผมก็ดีใจที่อย่างน้อย ก็ช่วยให้พ่อมีความสุขได้ แม้จะเล็กๆน้อยๆ

     

    แต่เวลาแห่งความสุขมักจะไม่นาน ยิ่งนานวันไป อาการของพ่อผมก็เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ พ่อไม่สามารถเดินได้แล้ว ต้องนอนอยู่บนเตียงอย่างเดียว เพราะแขนขาไม่มีแรง แต่ที่ทำให้ผมสะเทือนใจกว่านั้นคือความทรงจำของพ่อเริ่มมีปัญหาด้วย มีวันนึงผมได้ไปนอนเฝ้าพ่อ แล้วก็คุยกับพ่อ แต่วันรุ่งขึ้นผมต้องกลับมากรุงเทพเพื่อสอบวิชานึง ผมจำได้ว่าผมสอบเสร็จ แม่รีบโทรมาหาผม บอกให้กลับบ้านด่วน เพราะว่าพ่อเรียกหาแต่ผม บอกว่าผมไม่ได้ไปเยี่ยมพ่อเป็นสัปดาห์แล้ว ทั้งๆที่ผมพึ่งอยู่กับพ่อเมื่อวานนั้นเอง  หลังจากเหตุการณ์นั้นมา ผมจึงไม่อยากอยู่ห่างจากพ่ออีกเลย

     

    ผมหวังมาตลอดว่าขอให้พ่ออยู่จนถึงวันที่ผมรับปริญญา แต่โลกมันก็มักจะไม่เป็นอย่างที่ต้องการ วันที่พ่อผมจากไปได้มาถึง วันนั้นผมกลับมากรุงเทพอีกเช่นกัน ผมพึ่งทานข้าวกลางวันเสร็จ โทรศัพท์ผมก็ดังขึ้น เป็นอาผมนั่นเองที่โทรมา ผมรับโทรศัพท์พร้อมกับภาวนาว่าอย่าให้เป็นแบบที่ผมคิดเลย แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร อาบอกผมว่าพ่อผมเสียแล้ว ให้รีบกลับบ้านทันที

    ตอนนั้นผมคิดอะไรไม่บอก  สิ่งที่ทำคือ เดินไปเก็บของ ไปที่รถ และขับรถไปเพื่อกลับบ้าน คิดอะไรมากกว่านั้นไม่ออกจริงๆ โชคดีที่เอ และไก่ อาสามาส่งผมที่บ้าน ถ้าวันนั้นผมขับรถเอง จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกัน

     

    ไม่กี่ชั่วโมงผมก็ถึงบ้าน และได้ไปกราบที่เท้าของพ่อ น่าแปลกที่น้ำตาผมไม่ไหล คงเพราะผมต้องปลอบทุกๆคน ผมยังจำได้ว่าก่อนหน้าที่พ่อผมจะเสียไม่กี่วัน พ่อบอกผมว่า ป๊ารักบอย พี่โบว์ แล้วก็แม่มากนะ ป๊าฝากบอยดูแลทุกๆคนแทนป๊าด้วย ป๊าเชื่อว่าบอยทำได้นี่คงเป็นเหตุผลที่ผมต้องเข้มแข็ง และเป็นผู้ใหญ่ให้ทุกๆคนพึ่งพาได้

     

    งานศพของพ่อ มีคนมาเยอะเหลือเกิน จนที่นั่งไม่พอ ทุกๆคนมักจะเดินมาบอกแม่ของผมว่า ถ้ามีอะไรให้ช่วยให้บอกได้เต็มที่เลย เพราะว่าพ่อของผมได้ช่วยเหลือทุกๆคนไว้เยอะมากนั่นเอง

     

    ผมพึ่งเข้าใจถึงสิ่งที่พ่อผมสอนมาตลอดว่าให้มีน้ำใจ และช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่ช่วยได้ ไม่ต้องหวังอะไรตอบแทน เพราะเมื่อถึงเวลา ความดีที่เราทำ มันก็จะส่งผลออกมาเอง    มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะทุกคนที่มางาน มาด้วยความรัก ด้วยความเคารพ และด้วยความซึ้งใจอย่างแท้จริง

     

    ผมได้ตัดสินใจที่จะบวชให้พ่อ เพื่อให้บุญกุศล ส่งให้พ่อของผมได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ซึ่งผมก็มั่นใจ ว่าต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน

     

    ในวันงานวันสุดท้าย คนเยอะกว่าทุกๆวัน ผมซึ้งในน้ำใจของเพื่อนๆทั้งตอนมัธยม และมหาวิทยาลัย ที่ไม่ว่าจะอยู่ไกล แต่ก็นั่งรถทัวร์ และขับรถมากัน เพื่อมาช่วยงาน ต้องขอขอบคุณทุกคนจริงๆ

     

    ในที่สุดงานศพของพ่อผมก็ผ่านไปด้วยดี แต่ความรู้สึกผมตอนนั้น คือผมกำลังเริ่มชีวิตใหม่ ชีวิตที่ไม่มีพ่อให้ผมคอยปรึกษาแล้ว ชีวิตที่ผมต้องเป็นผู้นำครอบครัวแทนพ่อ และทำทุกๆอย่างเพื่อให้แม่และพี่ได้อยู่อย่างสบายที่สุด

     

    จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ได้ผ่านมาเกือบ 2 ปีแล้ว ผมไม่รู้ว่าผมทำหน้าที่ ที่ตั้งใจไว้ได้ดีแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่าพ่อกำลังเฝ้ามองผมอยู่ และให้กำลังใจผมอยู่เสมอๆ ผมจะเข้มแข็ง และก้าวผ่านทุกๆปัญหาไปให้ได้

     

    ขอบคุณทุกๆคนที่อ่านมาจนจบนะครับ อยากให้ทุกๆคน ให้ความสำคัญกับคุณพ่อของทุกคนมากๆนะครับ ทำทุกวันให้ดีที่สุด ให้ท่านได้ภูมิใจ และดีใจที่มีเราเป็นลูก

     

    สุขสันต์วันพ่อย้อนหลังครับ

    December 05

    พิษบาดแผล

    เมื่อความรักที่เคยหวาน กลายเป็นความขม

    เกิดเป็นแผลที่ตรงจิตใจ ก็ไม่ระวัง

    เปลี่ยนให้ฉันเป็นคนอ่อนแอ

    แค่หัวใจมันไม่เคยเจ็บขนาดนี้

    หัวใจมันไม่เคย โดนกรีดเป็นแผล

    มันต้องทนอยู่ เพื่อสู้ความจริงให้ไหว

    อยู่กับแผลที่ตรงจิตใจ ก็แค่ลำพัง

    ที่ฉันตอนนี้ อ่อนแอเพราะเพียงแค่ ฉันทนพิษบาดแผลไม่ได้

    แม้ตอนนี้ อ่อนแอ สักวันหน้า ต้องทนพิษบาดแผลนี้ได้

    decision

    Which way should I go ?
    December 01

    แค่อยากบ่น


    ธรรมดาไม่ใช่คนชอบบ่น ไม่ใช่คนชอบระบาย เพราะมักจะเป็นฝ่ายรับฟัง และปลอบโยนซะมากกว่า

    ธรรมดาเคยแก้ปัญหาคนเดียวมาตลอด  แล้วก็ผ่านพ้นมาด้วยดีเสมอมา

    ธรรมดามักจะเป็นฝ่ายคิด และช่วยแก้ปัญหาให้คนอื่นผ่านพ้นไปด้วยดี

    เคยตั้งใจไว้ว่า ชีวิตนี้ จะทำเพื่อช่วยเหลือคนอื่นไปเรื่อยๆ

    แต่วันนี้ ทำไมมันถึงเหนื่อย.....  มันถึงหมดแรง.....  มันถึงดูอ่อนแอ.....   มันถึงไม่มีแรงช่วยใคร.....

    กับหลายๆอย่างที่ผ่านไป ก็วนเวียนมาให้คิดคำนึง ให้หวนคิดถึง ถึงอดีตที่ไม่อยากจดจำ

    คิดถึงทุกๆคน ที่จากไปอย่างไม่หวนกลับ  ถ้าคำพูดบอกผ่านสายลมได้  วานช่วยนำความคิดถึงไปส่งที

    กับคนไกล ที่ไม่อาจหวนความสัมพันธ์  ก็ขอขอบคุณสำหรับช่วงเวลาดีๆ  คำพูดที่เธอพูดบ่อยๆ ยังดังก้องในใจเรา

    "ความสบายใจ หาได้จากบอยเสมอ"  ขอบคุณนะ ที่สบายใจ ในเวลาที่อยู่กับเรา แม้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วก็ตาม

    กับคนที่พร่ำบอกคำขอโทษแก่เรา เราอยากบอกว่า ไม่เคยโกรธ และแค้นเคืองอะไร เราเข้าใจดี ถึงเหตุผลทุกอย่าง

    ขอแค่นำสิ่งที่เราเคยสอน เคยบอก ไปใช้ เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น และมีความสุข เราก็ดีใจมากแล้ว

    อดีตก็คงต้องปล่อยให้เป็นอดีต

    กับปัจจุบันที่อึดอัด ที่ลำบากใจ 

    อาจเพราะไม่เคยอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาก่อน

    ก็คงต้องอดทน ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด  ไม่ให้ใครต้องลำบาก  ถ้าจะมีคนเจ็บ ถ้าจะมีคนต้องเสียใจ เราขอเป็นคนนั้นเอง

    กับอนาคต

    ที่มองไม่เห็น รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควรคิด  แต่ห้ามเสียงในหัวไม่ได้  ยิ่งคิดยิ่งเจ็บ ยิ่งมืดมน ยิ่งไม่เห็นทาง

    ...คงต้องหยุดคิด...

    ทุกๆอย่าง ก็รู้วิธีแก้ และวิธีผ่าน  แต่มันยากจริงๆ

    ทุกข์ไม่ได้เกิดถาวร แต่รู้สึก ว่ามันนานยิ่งนัก  คงเป็นเพราะเรา ไปเลี้ยงทุกข์ไว้เอง

    ทุกอย่างที่เคยฝึกมา ก็คงต้องนำมาใช้ในตอนนี้  แม้ตอนนี้จะพ่ายแพ้ แต่คงมีวันที่เป็นของเรา


    อยู่ที่ว่า

    จะทนได้อีกนานแค่ไหน  เราจะยังไหวหรือเปล่า 

    ต้อง

    ฝืนยิ้ม ฝืนสบายใจ ไหม

    หรือ

    สามารถปล่อยความเศร้า ความเหนื่อยในใจ ออกมาได้

    แต่ปล่อยไป คนรอบข้างก็คงไม่สบายใจตาม

    เก็บไว้แบบนี้ แก้เองแบบนี้ อาจจะดีกว่า...


    ความดีใดๆ ที่ผมทำมา ขอให้ช่วยให้ผม ผ่านพ้นเหตุการณ์ไปด้วยดีเถิด

    ขอให้ผมเข้มแข็ง และนำบทเรียน กลับไปช่วยคนอื่นได้ต่อไป เหมือนทุกๆครั้ง


    ความเจ็บ ครั้งนี้ จะเป็นบทเรียนไปแสนนาน


    เข้มแข็งเถอะนะบอย...


    November 22

    bla bla bla

    435362430441440446362437440441449362449434427446362435369439362430441435440433376362362435369439362435440362427362446441447433434362445446427446431374362439441448435440433362432441444449427444430362435445362449444441440433374362439441448435440433362428427429437362435445362447440427428438431376340434441449362429441447438430362403362433431446362446434444441447433434362435446362393362362435369439362440441446362445446444441440433362427445362431448431444451441440431362445431431374362440441446362444431427438438451362446434427446362445446444441440433376340340435362447445431430362446441362437431431442362431448431444451446434435440433362446441362439451445431438432374362440441446362438431446446435440433362427440451441440431362437440441449376362362435446362430441431445362440441446362439431427440362446434427446362435362430441440446362449427440446362446441362445427451376340396447446374362427429446447427438438451374362362435362430441440446362449427440446362427440451441440431362446441362449441444444451362439431376362340340435362440431448431444362432431431438362438435437431362446434435445362428431432441444431376362439427451362428431362435362449435438438362433431446362447445431430362446441362435446362445441441440374362428447446362440441449362435362439447445446362438431427440362446441362438435448431362449435446434362442427435440376340340435362430441440446362437440441449362449434431440374362435362430441440446362437440441449362434441449374362449434431440362403362444431427438435452431374362435446362429441439431445362446441362439431362427438444431427430451374362435446362439427437431445362439431362445446427440430362435440362446434435445362445446427446431362427438444431427430451376340340436447445446362449427440440427362430441362446434431362428431445446362427440430362430441440446362439427437431362427440451441440431362433441362435440446441362446444441447428438431376362362340340402441442431362435446362449441447438430362428431362441437376362445435433434376376376362362362362428431438435431448431362446434427446362430434427439439427362449435438438362434431438442362439431362427446362438427445446376340340340410376413376362414441362427440451441440431362449434441362444431427430362446434435445362428438441433374362436447445446362435433440441444431362435446362440427362437444427428376362362403362436447445446362449427440446362446441362449444435446431362441447446362439451362432431431438435440433374362442431444434427442445362435446362429441447438430362434431438442362439431362432431431438362428431446446431444376376376376376376340

    key : boy