Chawanop's profileเด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในว...PhotosBlogLists Tools Help

Chawanop Witthayaphirak

Occupation
Interests
ปัจฉิมพระพุทธโอวาท
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เป็น
วาระสุดท้ายแห่งเราแล้ว เราขอ
เตือนเธอทั้งหลายให้จำมั่นไว้ว่า
สิ่งทั้งปวงมีความเสื่อม และสิ้น
ไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลาย
จงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

เด็กชายบอยตัวกะเปี๊ยกในวันวาน

May 29

ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง

หลายครั้งที่ผมเฝ้ามองยามที่ท้องฟ้าแจ่มใส หลังฝนตก

เฝ้ามองแสงสว่างจากแสงตะวัน ที่มาขับไล่ความมืด

เฝ้ามองดวงดาวที่รอคอยอย่างเงียบสงบในเวลากลางวัน เพื่อรอเวลาเปล่งแสงในตอนกลางคืน

เฝ้ามองท้องฟ้ามืดครึ้ม  ที่เข้ามาปกคลุมฟ้าใส

เฝ้ามองกลางคืน ที่เคลื่อนมาทับกลางวัน

เฝ้ามองดวงดาวค่อยๆดับแสงลงไป

เฝ้ามองฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ปีแล้ว ปีเล่า

เฝ้ามองสรรพชีวิต ทั้งต้นไม้ และเหล่าผู้คน แสดงความไม่เที่ยงตามกาลเวลาที่ผ่านเลยไป


ทุกสิ่งไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นอย่างถาวร มีกลางคืน ย่อมมีกลางวัน

มีความมืด ย่อมมีเวลาสว่าง

มีเกิด ย่อมมีดับ

หลายครั้งผมก็เบื่อวังวนนี้ยิ่งนัก แต่ก็ไม่รู้วิธีออกไปจากมัน

ธรรมชาติยังคงแสดงให้เห็นอยู่ตลอดเวลาว่า ทุกสิ่งย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป ไม่ช้าก็เร็ว


ในเวลาต่อมา ผมพบว่ามีบุคคลนึง ทีท่านได้กล่าวสิ่งเหล่านี้ไว้ เมื่อหลายพันปีมาแล้ว

แต่ถ้าแค่นั้น ก็คงไม่สำคัญอะไร เพราะหลายๆคน ก็คงมองเห็นความจริงของธรรมชาติอันนี้

เพียงแต่…ท่านผู้นั้น เป็นบุคคลเดียว ที่นอกจากกล่าวถึงความจริงของธรรมชาติ

ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง ไร้ซึ่งสิ่งที่เกิด แล้วไม่ดับ


ท่านยังกล่าวถึง สิ่งหนึ่ง ที่ไร้ซึ่งการเกิด และการดับ ไม่มีการมา ไม่มีการไป

ท่านเปิดเผยถึงสิ่งที่ไม่เคยมีใครเปิดเผยมาก่อน

เปิดเผยวิธีล่วงพ้นจากทุกข์  เปิดเผยวิธีเดินทางออกจากห่วงโซ่ และวังวนของความไม่รู้


วันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายนนี้ ผมตั้งใจจะสมัครเป็นสาวกของท่านอย่างเป็นทางการ

และถ้าทางที่ท่านบอก และประกาศไว้ให้ นั้นมีจริง

ผมก็พร้อมจะใช้เวลาช่วงหนึ่งเดือนนั้น พาตนไปให้ใกล้สิ่งนั้นที่สุด  พาตนให้ไกลจากวังวนของความทุกข์มากที่สุด


แล้วคอยดูกันนะครับ ว่าผมจะไปได้ไกลแค่ไหน ^^


ขอบคุณทุกคน ที่อ่านจนจบครับ

และขอให้ทางแห่งการพ้นทุกข์เปิดเผยแก่ทุกคนเช่นกันเทอญ

 

April 06

ประสบการณ์การเรียนรู้จากทุกข์

 

. เกริ่นนำ

 

ตอนเริ่มสนใจการภาวนาใหม่ๆ มักจะได้ยินหลวงพ่อ และครูบาอาจารย์สอนเรื่องผู้รู้ ผู้ดู

สอนถึงเรื่องจิตผู้รู้ ที่เห็นสภาวะต่างๆ ความโกรธ ความโลภ ความหลง เป็นของต่างหากจากเรา

เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็ผ่านไป  ความทุกข์จะไม่เกิดขึ้นเลย  มีแต่ความสุขจริงๆ

 

 

พอได้ยินว่าสภาวะแบบนั้นมีแต่ความสุข ก็พยายามนึกเทียบเคียงว่ามันสุขยังไงกัน

จะเหมือนตอนที่เราได้ของที่ชอบ  เหมือนตอนได้ดื่มน้ำเย็นๆตอนร้อนๆไหม

นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก  จึงได้แต่จำเอาไว้  และหวังว่าจะทำได้สักวันนึง

 

 

เพียรพยายามภาวนาเรื่อยมา  ล้มลุกคลุกคลาน   ท้อ จนน้ำตาไหลก็หลายครั้ง

แต่ก็ไม่คิดจะเลิก  เพราะเป็นปณิธานสูงสุดในชีวิตนี้แล้ว

 

 

แต่ทำยังไงๆ ก็ไม่ได้ภาวะแบบนั้นสักที  กิเลสเกิดขึ้นกี่ครั้ง จิตใจก็เป็นทุกข์

วิ่งเข้าไปรวมกับกิเลสอยู่ร่ำไป

 

เรียกได้ว่าช่วงนั้นภาวนา แบบหวังผลไปเรื่อยๆ ด้วยความที่ทำอะไรทางโลกก็สำเร็จมาหมด

พอมาภาวนาก็เกิดอัตตาว่า ต้องสำเร็จเช่นกัน 

 

หารู้ไม่ว่าตัวความอยากภาวนาได้ผลนี่เอง ที่ทำให้ภาวนาไม่ค่อยก้าวหน้า

 

 

. เลิกตั้งใจกลับดี

 

 

ภาวนามาแบบล้มลุกคลุกคลานมาเรื่อยๆ จนปลายปีที่แล้ว  มีอะไรๆให้คิด ให้จัดการอยู่หลายเรื่อง

ทำให้ฟุ้งๆ หลงๆโลกไป ห่างจากความตั้งใจภาวนาแบบเดิมๆไปเยอะ

ก็นึกว่าช่วงนั้นคงแย่   ภาวะการใช้ชีวิต แบบปราศจากทุกข์ทางใจแบบที่หวังไว้ คงห่างไกลไปเรื่อยๆ

แต่...กลับไม่เป็นเช่นนั้น ผมจำยังได้แม่น  วันที่ 12 ธันวาคม   มีเมล์มาจากพี่ตุลย์ว่า

 

"ช่วงนี้จิตบอยดูดีกว่าแต่ก่อน
แต่ตอนฟุ้งๆหลงๆไปกับโลกเรื่อยๆนี่ถ้าดูทันได้จะดีกว่านี้มาก
ดูเฉยๆไม่ต้องทำอะไร
ดูให้เห็นว่ามันฟุ้งๆ หลงๆไปกับโลกนะ"

 

 

เหมือนจิตมันได้พลังกลับคืนมาใหม่  เราไม่ได้ทำอะไร แต่ทำไมพี่ตุลย์บอกว่าจิตใจมันดีขึ้น

แถมพี่ตุลย์ยังรู้ด้วย ว่าช่วงนั้นหลงๆ ฟุ้งๆ ไปกับโลก

 

 

. คลายข้อสงสัย

 

อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่ามันดีขึ้นยังไง จนวันที่ 14 มกรา 52 วันนั้นได้มีโอกาสเจอพี่ตุลย์   

พี่ตุลย์ก็ยืนยันให้อีกรอบ ว่าจิตบอยสว่างขึ้น   สงบขึ้น   มันเกิดจากการที่ไม่ได้ตั้งใจภาวนา

รู้เล่นๆ รู้สบายๆ ตัวนั้นแหล่ะคือตัวความก้าวหน้า เพราะไม่ได้ภาวนาเพื่อหวังผลแบบเดิมๆ

 

...เริ่มจับหลักได้...

 

 

การภาวนาจริงๆแล้ว ไม่ใช่การพยายามทำอะไรขึ้นมาเลย  ไม่ใช่การไปนั่งหลับตา เดินจงกรม ทำใจนิ่งๆ

แต่แท้ที่จริง มันคือธรรมดา ธรรมชาติ  เพียงแค่มีสติรู้ทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นในกาย ในใจ รู้มันไปอย่างซื่อๆ

ไม่ดัดแปลงกิเลส  ไม่แทรกแซงสภาวะ  ไม่ด่ามัน ไม่ว่ามัน  ไม่พยายามทำให้มันหายไป  อะไรเกิดขึ้นก็ดูอยู่เฉยๆ  จิตใจมันจะพัฒนาด้วยตัวมันเอง

 

จบท้ายวันนั้น พี่ตุลย์บอกส่งท้ายว่า  บอยยังสว่างได้มากกว่านี้อีกเยอะนะ

 

 

เก็บกำลังใจ และหลักการปฏิบัติที่เข้าใจจากวันนั้นไว้

 

 

แต่ชีวิตก็ใช่ว่าจะสงบสุขซะทีเดียว…..

 

 

. ทุกข์กระหน่ำ..ต้อนรับปีใหม่

 

ช่วงมกราคม จนถึงตอนนี้ มีแต่ความทุกข์แสนสาหัสมาให้เรียนรู้ 

 

ตอนต้นมกรา ผมตัดสินใจออกจากงาน เพื่อไปทำสถาบันสอนพิเศษ  และก็ทำงานอีกที่หนึ่ง

อย่างไรก็ตามมีเหตุให้ผม ไม่ได้เงินอะไรเลย ทั้งๆที่สมควรจะได้  จนเงินในบัญชีหมด ไม่มีเงินใช้

 

และก็มีมรสุมทางใจอื่นๆ ซัดไปซ้ายที ขวาที  เหนื่อยแทบขาดใจ

ล้มตัวลงนอนด้วยความหมดแรง และท้อ เบื่อหน่ายแทบทุกวัน

 

 

โชคดี….ที่ยังไม่ทิ้งการภาวนา

 

 

พยายามใช้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  มาเอาไว้เรียนรู้   เวลาที่เกิดความทุกข์ ความเศร้า น้ำตาจะไหล

ผมจะพยายามมีสติ  เฝ้าดูมันอยู่เฉยๆ  ถ้าไม่ไหว ก็หาอะไรทำ ให้คลายเศร้าก่อน

 

แต่หลักๆ จะอดทนดูมัน  ดูเหมือนดูคนอื่นเศร้า  กัดฟันดู

ไม่ไปดัดแปลง  ไม่ผลักไส   ไม่ฟูมฟายจนเสียสติ  ดูจนมันค่อยๆจางหายไป  จิตมันก็เริ่มฉลาดมากขึ้น

 

 

วันที่ 10 กุมภาพันธ์   ได้มีโอกาสเจอพี่ตุลย์อีกครั้งหนึ่ง

พี่ตุลย์บอกว่า  สังเกตไหม  "บอยจะรู้สึกเหมือนได้จิตใหม่มา จิตแบบใหม่ จากเดิมที่มันหนักๆ มันฟุ้งๆอยู่ตลอด

นี่มันเหมือนกับคล้ายๆมันมีความสุขเพลินๆ อยู่เกือบตลอด....บอยเปลี่ยนเร็วนะ พี่ว่า"

 

 

พอพี่ตุลย์ชี้นำ ก็เริ่มนึกได้ ว่าบางครั้งมันมีความทุกข์  แต่กลับมีใจอีกตัวที่มีความสุข

เหมือนความทุกข์ที่อยู่ในใจ  มันไม่ใช่ความทุกข์ของเรา  ความทุกข์มันมีอยู่  แต่ไม่มีคนเป็นทุกข์

และมีใจอีกอันนึง ที่สงบ ว่างๆ เบาๆ  คอยดูความทุกข์นั้นไป

( ตอนนั้นยังไม่ทราบ ว่านั่นแหล่ะ อาการเบื้องต้น ของการมีผู้รู้ ผู้ดู )

 

 

หลังจากวันนั้น ก็ได้กำลังใจกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

 

 

. เกิดใหม่

 

แต่โชคชะตา มักเล่นตลกเสมอๆ  หรือธรรมชาติอยากส่งความทุกข์มาทดสอบผมก็ไม่ทราบ

หลังจากวันนั้น ก็มีเหตุให้ต้องทุกข์ใจหนักๆอีกครั้ง 

 

ตอนนั้นก็เซไปพักใหญ่ๆ กว่าจะตั้งสติ กลับมาอดทน เรียนรู้จากความทุกข์ใหม่ได้

 

 

วันที่ 20 มีนาคม 52

เช่นเดิม ได้มีโอกาสไปกราบพี่ตุลย์ และก็ขอคำแนะนำ  พี่ตุลย์แมตตาแนะนำว่า

 

"...ของบอยเนี่ย มันถูกมาตั้งแต่ครั้งก่อนแล้วนะ มันดีมาตั้งแต่ครั้งก่อนแล้ว  อันนี้มันก็จะดีขึ้นไปเรื่อยๆ

เนี่ย คือ อันนี้ มันต่างไป เราจะรู้สึกเลย มันเหมือนเกิดใหม่เลย มันต่างไปมากนะ แล้วทีนี้มันก็จะค่อยๆถูกขึ้นไปเรื่อยๆ
ไอ้ถูกเนี่ย เราจะวัดได้จากความรู้สึกที่มันรู้เนี่ย มันจะรู้ออกมาจากความเป็นปกติข้างใน มันจะไม่คิด 

แต่ก่อนเนี่ย มันคิดอยู่ตลอด มันคิด คิดปฏิบัติ คิดดู คิดอะไร แต่ตอนเนี้ยเราจะเริ่มรู้สึกละว่า มันรู้ออกมาว่างๆ รู้เฉยๆ

ทีนี้มิติของความรู้มันจะยิ่งชัดๆๆๆ จนกระทั่งมันเหมือนกับแยก..."

 

 

อ่านดูแล้วอาจจะงงๆ นะครับ เพราะเป็นภาษาที่สื่อกันด้วยสภาวะในจิตใจตรงๆ   ตอนนั้นผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจสภาวะที่พี่ตุลย์ชี้ให้ดูเท่าไหร่นัก

แต่ที่ผมประทับใจคือ พี่ตุลย์บอกว่า ผมเหมือนเกิดใหม่ด้วยจิตที่ต่างจากเดิมมาก   ผมจึงขอจำเอาไว้ว่า วันที่ 20 มีนา เป็นวันที่ผมได้เกิดใหม่อีกครั้ง

ในเส้นทางสายพ้นทุกข์  เส้นทางสายพัฒนาตัวเอง  ให้ใช้ชีวิตแบบที่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์

 

 

คีย์เวิร์ดอีกอย่างหนึ่งคือ  ถ้ากลับมาอ่านที่พี่ตุลย์แนะนำ  พี่ตุลย์กำลังพูดถึงจิตที่ทำหน้าที่เป็นผู้รู้ ผู้ดู

สภาวะแบบที่ผมกล่าวไว้ตอนแรก ว่าผมฝันที่จะได้มันมา  ตอนนั้นผมยังไม่รู้ ว่าจิตผมเริ่มปฏิวัติตัวเอง ไปสู่สภาวะนั้นบ้างแล้ว

 

 

. ทุกข์กระหน่ำ..อีกรอบ

 

 

กลับมาจากวันนั้น  ก็มีกำลังใจไปหลายวัน  แต่ก็อีกเช่นเดิมครับ ชีวิตคนจะว่าไปก็เหมือนละคร  หรือละครเหมือนชีวิตคนก็ไม่ทราบ

ธรรมชาติส่งเหตุการณ์มาทดสอบผมอีกแล้ว  ทดสอบแบบไม่ให้ตั้งตัวเตรียมใจไว้ก่อน  เหมือนวางบทละครไว้เป็นฉากๆ

ให้ผมต้องเจอมัน ห้ามหลีกหนี วิ่งหนีก็ไม่พ้น  ได้แต่ยอมรับชะตากรรมไป

 

 

คราวนี้ผมยอมรับกับตัวเอง และสารภาพกับคนอื่นบ่อยๆ  ว่ามันเป็นเอามากจริงๆ  ไม่เคยคิดว่าจะเศร้า หรือทุกข์ขนาดนี้

มันพุ่งขึ้นมาเป็นระลอกๆๆ  หลับตาลงนอนก็ฟุ้งซ่าน  แม้กระทั่งในฝันก็ยังตามไปทำให้ร้องไห้ในฝันได้

 

 

แต่ถึงขั้นนี้แล้ว  ผมทำอะไรไม่ได้จริงๆครับ  ในเมื่อความทุกข์มันเกิดขึ้นที่ใจผม

ผมจะหนีไปไหน ความทุกข์มันก็ตามผมไปด้วยอยู่ดี  ถึงจุดนึง ผมเลยยอมแพ้มัน

ไม่หาญกล้าสู้กับความทุกข์อีกแล้ว

 

 

แต่มันแค่นั้นจริงๆครับ  พอผมคิดว่าผมยอมมันแล้ว  จิตใจกลับโล่งขึ้นนิดนึง  เหมือนได้โยนอะไรทิ้งไป

จากนั้นมาผมก็ตั้งใจเรียนรู้จากมันใหม่  ฝึกดูด้วยวิธีที่เคยฝึกมาแล้ว  นับหนึ่งใหม่ทุกๆวัน

 

มันก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างครับ  บางครั้งมีสติดูไป ความทุกข์ก็ค่อยๆจางลง  แต่บางคราวมันก็ทุกข์มากขึ้น

ดูจนมันเห็นว่า เอาแน่เอานอนอะไรกับมันไม่ได้  จิตใจมันบังคับไม่ได้จริงๆเลย

 

 

ฝึกดูจนเห็นว่า เวลาความทุกข์เกิดขึ้นมา จิตมันจะวิ่งเข้าไปจับที่ความทุกข์แบบรวดเร็วมาก

แล้วก็ยึดมาว่า ความทุกข์นั้นเป็นตัวเรา  เราเป็นผู้ทุกข์   ถ้าถึงขั้นนี้มันจะทุกข์มากเลยครับ

 

 

แต่ถ้าหากเรามีสติ เห้นตอนที่จิตกำลังจะพุ่งไปยึดความทุกข์  มันจะปล่อยวางได้ บางทีทุกข์ก็หายไปเลย

บางทีก็ไม่หาย  แต่จิตใจจะมีความสุข  เข้าสู่ภาวะผู้รู้ ผู้ดูครับ  มีความสุขมากจริงๆ

 

 

. ปล่อยวาง

 

 

เฝ้าเพียรดูไปแบบนั้น  จนวันที่ 5 เมษายน 52  ได้ไปส่งการบ้านกับพี่ตุลย์อีกครั้งนึง

 

"...ใจเรามันปล่อยวางลงเย๊อะเลยนะ เหมือนกับ ตอนที่จิตมันพุ่งเข้าไปยึดอะไร มันจะรู้ตัว
ว่าเนี่ยมันมีอาการพุ่ง นั่นแหล่ะเรียกว่าสติ มันเกือบจะเป็นอัตโนมัติละ บางทีมันยังต้องคิดอยู่
แต่ว่าตอนที่มันพุ่งออกไป แล้วรู้สึกว่ารู้เองเนี่ย แล้วไม่เอามัน ตรงนั้นน่ะดีมาก  เจริญสติต่อไป..."

 

ผมถามต่อว่า ความสุขที่มันเกิดขึ้น มันมาจากไหนครับ

 

"...มันเกิดจากสติ   เกิดจากการที่เราวาง  แล้วเดี๋ยวจิตมันจะแยกออกไปมากกว่านี้เรื่อยๆ

มันจะเบากว่านี้เรื่อยๆ  ยิ่งจิตเบากว่านี้เท่าไหร่ มันยิ่งมีความสุขขึ้นเท่านั้น แต่อย่าไปติดใจความสุขล่ะ..."

 

เข้าใจทันทีครับ  ถ้าจิตไม่เคลื่อนไปยึดอะไร ความทุกข์มันจะมาจากไหนกัน

ขอเพียงมีสติเฝ้ารู้ เฝ้าดูมัน ด้วยความเป็นกลาง  มันก็จะเกิดภาวะผู้รู้ ผู้ดูเอง

 

 

ความสุขที่เกิดจากสติ จากภาวะผู้รู้ ผู้ดู  มันมากเกินกว่าที่จินตนาการไว้จริงๆครับ

สุขจนน่าหลงใหลมากๆ  เป็นความสุขที่คิดยังไงก็ไม่มีทางเข้าใจ  นี่ขนาดมันยังไม่ถึงขั้นแยกจากกิเลสแบบเด็ดขาด

มันยังสุขถึงเพียงนี้  มิน่าล่ะ พี่ตุลย์ถึงเน้นไว้ตอนท้ายว่า อย่าไปติดใจความสุขล่ะ

 

 

ถึงตอนนี้ผมรู้อยู่ในใจลึกๆว่า  ภาวะสุขแบบนี้มันก็ไม่เที่ยง เพราะถ้ามีเหตุการณ์มากระทบใหม่

มันก็ยังเปลี่ยนจากผู้รู้ ผู้ดู  มาเป็นผู้ทุกข์ได้อยู่

 

แต่ผมมั่นใจว่า ภาวะที่เป็นผู้ทุกข์ มันจะสั้นลงเรื่อยๆ  เพราะเริ่มจับหลักได้แล้ว  นับหนึ่งใหม่ทุกๆวันได้แล้ว ว่าควรดูยังไง

 

 

. บทสรุป

 

 

ที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา  แม้จะยาวไปสักหน่อย   จุดประสงค์ไม่ได้เพื่อโอ้อวดใดๆนะครับ

แค่อยากเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า  แม้แต่คนบารมีน้อย อินทรีย์อ่อนอย่างผม   ก็พอจะเริ่มสัมผัสความสุขอีกชนิดนึง

ที่ไม่สามารถจินตนาการได้   ความสุขอันจากภาวะที่มีทุกข์นั้นมีอยู่  แต่ไม่มีผู้เป็นทุกข์  มันเกินบรรยายจริงๆครับ

 

อยากโฆษณาชวนเชื่อไว้ก่อน  ให้ทุกคนลองมาปฏิบัติ ลองมาเรียนรู้จิตใจกันดูนะครับ

แล้วจะเข้าใจเลยว่า จริงๆแล้วศาสนาพุทธไม่ได้สอนอะไรมากไปกว่า   "การดับทุกข์"  เลย

เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ เป้นเพียงแค่เปลือกครับ  แก่นจริงๆ อยู่ตรงนี้ต่างหาก  ตรงที่พัฒนาตัวเอง ให้พ้นไปจากทุกข์

 

 

แล้วคุณจะรัก เคารพพระพุทธเจ้า  ครูบาอาจารย์ที่ชี้ทางสว่าง ตลอดจนพระสาวก ทุกๆพระองค์

ตลอดจนคุณพ่อ คุณแม่ ที่ให้คุณมีร่างกายมนุษย์ครบ 32 ประการ  มาใช้ในการพาตนให้พ้นจากทุกข์ครับ

 

ขอให้ทุกคนพ้นจากทุกข์โดยเร็ววันนะครับ  สาธุ ^/\^

 

March 13

น็อค !!!!

 
วันนี้ไปออกกำลังกายมาตามปกติ  คือไปเตะบอล
ช่วงแรกๆ ผมก็เตะไปด้วยความสนุกสนาน
 
แต่แล้ว ตาที่ผมต้องไปยืนเป็นโกล ก็มาถึง
เล่นบอลมาสิบกว่าปี ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้
 
จำได้ว่าพึ่งยืนเป็นโกลไปไม่ถึงสองนาที
ฝ่ายตรงข้ามได้บอลตรงกรอบๆเขตโทษ  และกำลังง้างเท้า
สมองประมวลผลทันที ว่าถ้าบอลออกจากเท้า น่าจะพุ่งมาตรงตัว รับได้ไม่ยาก
 
แต่ทันใดนั้นเอง เพื่อนได้วิ่งเข้าไปจะบล็อค วิสัยทัศน์ของผมถูกบดบังจนสิ้น
ไม่สามารถมองเห็นลูกบอลได้แล้ว ว่ามันจะวิ่งมาเมื่อไหร่ ได้แต่ภาวนาให้เพื่อนบล็อคได้
 
แต่คำภาวนาไม่เป็นผล ไม่ถึงสองวินาทีหลังจากนั้น ได้มีลูกกลมๆ พุ่งเข้ามาตรงหน้า
รู้สึกตัวอีกที บอลก็ห่างจากตัวประมาณ 20 เซนติเมตร พอดีๆ
 
จะหลบก็ไม่ทัน ทำได้แค่ยกมือขึ้นมาปัด  อนิจจา ปัดไม่พ้นอีก
บอลเสยใต้คางเต็มๆ  ผมได้สละชีพเพื่อปกป้องประตูไปแล้ว
 
บอลได้ลอยไปพ้นจากประตู เพื่อนเตะเคลียร์ แต่ภาพตรงหน้าผมเบลอไปหมด
พยายามจะยืนต่อ ด้วยสองขาที่มี  แต่โลกได้หมุนไปจนสิ้น
ขาเริ่มอ่อนแรง ตัวได้ล้มลงไปบนพื้น  ต้องลงไปนอนด้วยความง่วง
หลังจากนั้นก็จำอะไรแทบไม่ได้แล้ว TToTT
 
เมื่อก่อนตอนดูมวย เคยสงสัยว่า แค่ชกใต้คาง ทำไมอีกฝั่งถึงลงไปนอนกองได้
วันนี้ผมไม่สงสัยแล้วค้าบบบ  ของเขาแรงจริง
 
ฮือๆ ยังมึนหัวอยู่แล้ว หวังว่านอนแล้วจะหายนะ ว่าแล้วก็ไปนอนดีกว่า ><'
 
ปล อย่าลองไปชกใต้คาง หรือเตะอัดใครใต้คางนะคับ T^T
 
 
 
February 28

จากวันนั้น จนวันนี้


* ช่วงต้นเป็นประสบการณ์ส่วนตน ถือซะว่าเป็นเรื่องเล่านะครับ

จากวันนั้นมาวันนี้ ไม่ง่ายเลย ที่จะมาอยู่ตรงจุดนี้อีกครั้ง

นับแต่ชาตินั้น ได้เห็นโทษภัยของการเกิด จึงได้ออกบวชเพื่อแสวงหาธรรม
อนิจจา บารมียังน้อย  จึงยังมิสามารถเข้าใจธรรมได้ แต่อย่างน้อยก็ได้ตายในผ้าเหลือง
มาชาตินี้ จึงอยากไปนิพพานตั้งแต่เด็ก ด้วยสัญญาที่ติดมาจากชาตินั้นนั่นเอง

แต่ว่าเรื่องไม่ง่ายอย่างที่คิด ถึงมีความอยากไปนิพพาน แต่ก็ไม่รู้ทางปฏิบัติ
ได้แต่หลงโลกมาเรื่อยๆ จนอายุ 20 กว่าปี สัญญาเก่าจึงเร่งกลับมาเตือนอีกครั้ง
ว่าอย่าประมาท อาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้  และคงเป็นช่วงที่บุญส่งผลพอดี จึงได้ค่อยๆกลับเข้ามาศึกษา
แม้แรกๆ จะไปเส้นทางอ้อมบ้าง  แต่พอมีความรู้ความเข้าใจแล้ว บุญก็ได้พามาพบพระผู้รู้
ได้ศึกษาสติปัฏฐาน หนทางเอกไปสู่ความหลุดพ้น  ได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ ที่ฉลาดในการสั่งสอนสภาวะทางจิต
ได้พบกัลยาณมิตรที่เป็นกำลังใจให้เรื่อยมา


ณ วันนี้ แม้หลายๆคน จะเห็นผมตั้งหน้าตั้งตาทำงานทางโลก นั่นไม่ได้หมายความว่าผมทิ้งเป้าหมายที่จะไปนิพพานนะครับ
แต่ด้วยภาระหน้าที่ และยุคสมัย ที่ยังไม่เอื้อให้ผมสละโลก  ผมจึงต้องทำหน้าที่ที่มีให้ดีที่สุดเช่นกัน
และครูบาอาจารย์ ก็เน้นย้ำเสมอว่า มรรคผล ไม่ได้เป็นของห้ามสำหรับฆราวาส  เป็นของสากล
ถ้าดำเนินจิตได้ถูกต้อง ความทุกข์ก็หายไปได้  การเข้าใจธรรมก็เป็นไปได้ ขอให้มีความเพียรอย่างต่อเนื่องแล้วกัน


อีกทั้งปณิธานที่ผมมี ที่คิดจะพาหลายๆคนไปด้วย ( ไม่ถึงขั้นโพธิสัตว์นะครับ บารมียังอีกไกล )
ก็ต้องทำให้ผมไปถึงเป้าหมายช้าลงไปบ้าง แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมตั้งใจไว้นานแล้ว ว่าอย่างน้อย คนที่มีบุญคุณกับผม
คนที่ผมรัก ผมจะต้องทำให้อย่างน้อย พวกเขาได้รู้จักเส้นทางนี้ แม้อาจจะยังไม่ออกก้าวเดิน แต่ขอให้ผมได้ทำหน้าที่ชี้ ว่ามีทางนี้อยู่บนโลก
ทางที่มีทุกข์ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์ ทางอันประเสริฐแท้


เด็กๆผมเป็นคนที่อัตตาแรง เนื่องจากทำอะไรก็มักจะประสบความสำเร็จ
ปัญหาอะไรก็แก้ได้หมด  ทั้งเรื่องการเรียน การแข่งขัน ก็ได้รับรางวัลเสมอมา
คำแนะนำต่างๆ ก็มีให้เพื่อนได้  เพื่อนๆให้ความไว้วางใจ เชื่อถือ ให้เป็นผู้นำ ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี
แต่สิ่งที่มันเติบโตขึ้นมาในใจผมด้วยเช่นกัน ก็คือความยึดถือในตัวตน ว่าเราเก่ง เราดีกว่าคนอื่น
แม้จะไม่ได้แสดงออกมา แต่มันก็ฝังอยู่ในใจลึกๆ ซึ่งผมไม่เคยรู้สึกตัวเลย จนกระทั่งได้มาภาวนา มาเรียนรู้จิตใจตนเอง


ถ้าผมไม่ได้เข้ามาภาวนา ด้วยความสำเร็จที่ยังตามมาเรื่อยๆ ปัจจุบันคงเป็นอีกคนนึงที่ไม่ใช่ผม
คนที่อวดดี หยิ่งผยอง ว่าข้าดี ข้าแน่ และยึดถือว่าเราถูกต้องเสมอ


หลายๆคน ถามผมว่า ทำไมผมต้องใช้ชื่อว่า เด็กชายบอย   นั่นเป็นเพราะผมต้องการย้ำเตือนกับตัวเอง
ย้ำเตือนว่า เราไม่ได้เก่ง ไม่ได้ดีอะไร ให้ทำตนเสมือนเป็นเด็กชายคนนึง ที่ต้องมีความเคารพ ให้เกียรติผู้อื่น
ไม่อวดตน แต่ต้องมีความอ้อมน้อม  ชื่อนี้ จึงใช้เตือนใจผมเสมอมา


ผมกราบขอบพระคุณทุกๆท่านด้วยใจจริง ที่มีส่วนช่วยให้ผม ได้พัฒนาจิตใจ พัฒนาตนเองขึ้นมา
ถ้าไม่มีทุกๆท่าน โดยเฉพาะ หลวงพ่อปราโมทย์ และพี่ตุลย์  จิตใจผมคงจะหยาบกระด้าง
ไม่ใช่จิตใจอย่างทุกวันนี้ ( ไม่ได้แปลว่าตอนนี้ดีนะครับ แค่พอรู้บ้างว่าอะไรผิด อะไรถูก และทำเช่นไร จึงจะทุกข์น้อยลง )


คำสอนที่พี่ตุลย์บอกผมเมื่อเร็วๆนี้ ยังคงก้องดัง เตือนใจผม

" ...อย่างที่พี่บอกเราน่ะ พี่เห็นเราแค่ที่ครั้งสุดท้าย แค่นั้นก็รู้สึกว่ามันดีขึ้นเยอะแล้ว ถ้าเอาตามของพี่เนี่ย
พี่ว่ามันอยู่ในจุดที่มันเป็นไปได้ที่สุดสำหรับเรา ณ เวลานี้แล้ว  ขั้นต่อไป เราก็ดูก็แล้วกันว่าเวลาที่มันเคลิ้มๆแล้วสบาย มันรู้สึกไม่เหมือนเก่าน่ะ
เราจะรู้สึกเหมือนได้จิตใหม่มา จิตแบบใหม่ จากเดิมที่มันหนักๆ มันฟุ้งๆอยู่ตลอด นี่มันเหมือนกับคล้ายๆมันมีความสุขเพลินๆ อยู่เกือบตลอด
อย่างเนี้ยนะ  เราก็ดูอาการเคลิ้มต่อไป  ตอนที่เคลิ้มเนี่ย มันจะมีความเพลิดเพลินยินดีไป

แล้วหลวงพ่อมักจะแนะนำผมเรื่องว่ามันมีจิตผู้รู้ออกมาบางคราวครับ

มันแวบเดียว คือมันไม่ได้อยู่นาน คือพอมันเกิดขึ้นแปบนึงแล้วเราก็เหมือนกับมีความพอใจกับความเพลิน ความเพลิน ความสบาย
ลองสังเกตดู เพราะงั้นพี่ถึงบอกไง ว่าให้ดูตัวเพลิน ดูตัวความสบาย ดูจนกว่าจะเห็นว่ามันเป็นแค่อะไรอย่างหนึ่ง ที่มันปรากฏอยู่ในระหว่างของจิต
กับกาย แล้วเดี๋ยวเราจะตื่นขึ้น

คือจากเดิมนี่ พี่ว่าอย่างบอยนี่ จริงๆนะ ถ้าไม่มีเครื่องทุ่นแรงนะมันหลายปี  กว่าที่จะดูได้ถึงขนาดนี้ นี่มันมีเครื่องทุ่นแรงเยอะ
เราทำบุญเยอะ  อะไรเงี้ย  แต่จริงๆพวกเราเนี่ยมันเหมือนได้กำไร คือได้ไหว้พระอรหันต์ ได้ฟัง CD พระอรหันต์บ่อยๆ มันเป็นกำลังใหญ่
คนอื่นเขาไม่มีโอกาสกัน  หรือไม่บางทีเนี่ย พระอรหันต์บางองค์ท่านก็ไม่ได้พูดแบบอย่างเงี้ย พูดไปอีกแบบนึง  คือคำพูดไปยังไง จูงไปยังไง
ใจมันก็ต้องไปทางนั้น

ถ้าผมเพียรไปเรื่อยๆอย่างนี้ นิพพานมันก็หวังได้ในชาตินี้ใช่ไหมครับพี่ตุลย์

แน่นอน เนี่ยพวกเราหวังได้ทุกคนแหล่ะ

สาธุครับ เป็นกำลังใจที่ดีมากเลยครับพี่"


แม้จะทุกข์บ้าง ท้อบ้าง เหนื่อยบ้าง ล้มบ้าง
แต่ผมก็จะไม่ยอมแพ้มันครับ จะก้าวเดินต่อไป เพื่อทำปณิธานให้สำเร็จ และเพื่อคนที่ผมรักทุๆคน


ขอบคุณทุกๆคนที่คอยเป็นห่วงมาตลอดนะครับ ตอนนี้ยอมรับว่าปัญหา และทุกข์มันเยอะจริงๆครับ
แต่ผมไม่ท้อ และถึงจะล้ม ก็จะลุกขึ้นมาใหม่แน่นอนครับ ^^


 

February 19

บ่น

 
แค่อยากบ่นว่า มันจะปัญหาเยอะแยะอะไรแบบนี้ค้าบพี่น้อง
ผ่านพ้นไปด้วยดี ด้วยไว ทีเถอะ...เหนื่อยแล้วนะ